มหาเศรษฐี

•วันอังคาร, ตุลาคม 26, 2010 • ให้ความเห็น

31

ช่วงนี้งานค่อนข้างยุ่งเหยิงจนไม่ได้แวะเวียนไปดินแดนมหัศจรรย์เพื่อเก็บข้อมูลมารายงานสถานการณ์ ในช่วงที่หลายๆพื้นที่เจอวิกฤติน้ำหลากและน้ำท่วม ผมไปเดินเตร็ดเตร่ตามศูนย์การค้าแห่งหนึ่ง โอ…แม่เจ้า ……เพื่อนตุ้ม

เพื่อนตุ้มไปนั่งทำอะไรกะเขาบนเวทีนั้น…..เวทีงานเปิดตัวสินค้าอะไรสักอย่างที่มีคนดังและเศรษฐีอีกสามสี่คนนั่งร่วมอยู่ด้วย จะว่าตุ้มแอบรับงานไปเป็นพิธีกรก็ไม่น่าจะใช่ เพราะดูจากสภาพเสื้อยืดเยินๆ ที่ถูกซ่อนไว้ใต้สูทราคาถูกๆสีดำสนิท และลายถุงเท้าสีแดงลายเจ็บๆที่แพรมออกมาจากรองเท้าหนังสีน้ำตาลกลางเก่ากลางใหม่ ช่างดูไม่เข้าพวกกันเลยกับคนอื่นๆที่นั่งอยู่บนเวที

ฝูงชนร่วมร้อยที่นั่งจิบไวน์ รอฟังกิจกรรมบนเวที มองปราดเดียวก็พอจะรู้ได้ทันทีว่าล้วนแต่เป็นคนมีสะตุ้งสตางค์มากพอที่จะใช้ไปกับการแต่งตัวเพื่อมารวมกิจกรรมในครั้งนี้ ตากล้องและสื่อมวลชนจากหลายสิบค่าย ต่างเบนความสนใจไปบนเวที ลั่นชัตเตอร์สาดไฟแฟลชจนดูระยิบระยับดั่งคล้ายแสงประกายเพชรที่เจิดจรัส ราวกับว่าผู้คนที่อยู่บนเวทีเหล่านั้นล้วนเป็นเหล่าดวงดาราบนท้องฟ้าในคืนเดือนแรมก็มิปาน

“คนอื่นคงจะเป็นดาวไปไม่ได้ หากค่ำคืนนี้ไม่ได้เพื่อนตุ้มนั่งเป็นจันทร์แรมให้อยู่ข้างๆ หึๆๆๆ” ผมคิดดังๆในใจ ไหนๆก็บังเอิญมาเจอแล้ว ลองสังเกตการณ์ดูสักนิดจะเป็นไรไป

ผมนั่งฟังคนเก่งๆและคนที่ร่ำรวยเล่าถึงเรื่องอะไรต่อมิอะไรมากมายที่ผมไม่ค่อยเข้าใจ ฟังๆไปก็สนุกและประเทืองปัญญาดี โครงการธุรกิจร้อยล้ายพันล้าน โครงการกรีนแฟคตอรี่ อะไรประมาณนั้น เรื่องส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่ทำคนสนใจได้เสมอ ยิ่งในยุคสมัยที่ใครๆต่างบูชาคนมีเงิน ว่าเก่ง ถูกต้อง ชอบธรรม และยิ่งถ้ามีใจรักษ์โลกเสียหน่อย จะยิ่งน่าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง ฟังไปก็อดคิดในใจไม่ได้ว่าคิวต่อคงเป็นคราวของเพื่อนตุ้ม ที่จะต้องออกมาหักมุม พูดถึงความจนของตัวเอง ความจน….ที่ไม่น่าเอาเยี่ยงอย่าง ในสังคมสมัยนี้

ผมฟันธง ตุ้มเพื่อนรักต้องทำงานในค่ำคืนนี้วงแตกกระจาย เพราะตุ้มไม่เคยโกหก…. ยิ่งเฉพาะต่อหน้าธารกำนัล

เสียงพิธีกรแว่วมาว่า “ถึงท่านสุดท้ายแล้วนะครับสำหรับค่ำคืนนี้” ว่าไปแล้วก็เหลือมองโพยในมืออย่างชำนิชำนาญตามสไตล์พิธีกรมืออาชีพ “คุณตุ้ม แห่งบริษัทวันเดอร์แลนด์แฟคตอรี่”

เสียงปรบมือดังขึ้นประปราย ผมแอบนึกเอาใจช่วยเพื่อนตุ้มว่าคงเป็นเพราะอาการมึนไวน์ของแขกเหรื่อที่เริ่มได้ที่ จนพาลทำให้มือไม้หนัก ยกขึ้นปรบมือต้อนรับเพื่อนผมไม่ไหว หวังว่าคงไม่ใช่การจับสัญญาณหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้าได้นะ

“ทราบมาว่าปัจจุบันคุณตุ้มประกาศพักงานนักประดิษฐ์คิดค้นที่กำลังมือขึ้น อำลาวงการสิบปี ไม่ทราบว่าคุณตุ้มกำลังแอบซุ่มทำอะไรอยู่ครับ”

“เอ่อ…จริงๆไม่ได้ซุ่มครับ เรียกว่าทำอย่างโจ่งแจ้ง แต่มันเป็นงานที่หนักและต้องออกนอกพื้นที่บ่อยก็เท่านั้นเอง”

“หนักกว่างานถนัดที่คุณตุ้มเคยทำอยู่เลยหรือครับ”

“ครับ คุณลองถามท่านอื่นๆบนเวทีนี้ดูเลยก็ได้ ว่าการต้องดูแลชีวิตพนักงานร่วมสามพันชีวิตเนี่ย มันต้องใช้ความรับผิดชอบขนาดไหน”

นั่นไง….เพื่อนตุ้มออกลายมาแล้ว

“หา….สามพันชีวิต เอ่อ…ไม่ทราบว่าต้องมีโรงงานขนานเท่าไหร่ครับนี่ ที่บรรจุพนักงานเข้าไปขนาดนั้นได้”

“คร่าวๆก็น่าจะประมาณ สักสองสนามฟุตบอลน่ะครับ เวลาผมออกตรวจงานแต่ละครั้งเนี่ย เหนื่อยพอได้เหงื่อเชียวล่ะครับ”

“เก่งจริงๆเลยนะครับ ไม่ทราบว่าคุณตุ้มมีเทคนิคการบริหารจัดการอย่างไร พอจะแบ่งปันกันในค่ำคืนนี้ได้บ้างครับ”

“เอ่อ….จะว่าไปแล้ว ต้องเรียกว่าผมโชคดีมากว่าครับที่ได้พนักงานดีๆ มาร่วมทีม พนักงานของผมเนี่ยทำงานกันตลอดยี่สิบสี่ชั่งโมงในเจ็ดวัน เรียกว่าสามร้อยหกสิบห้าวันต่อปี ผมแบ่งพนักงานออกเป็นหลายกลุ่มครับ มีทั้งประเภทเน้นเนื้องานผลิตเร็วมากสำหรับกลุ่มสินค้าคุณภาพปานกลาง บางกลุ่มเน้นงานผลิตช้าและช้ามากสำรับงานที่ต้องการคุณภาพสูง บางกลุ่มเน้นผลงานทางด้านเวชภัณฑ์ และโภชนาการ และที่หลักๆธุรกิจผมเน้นเรื่อง ซีเอสอาร์ และ สิ่งแวดล้อมครับ เชื่อไหมธุรกิจผมใช้พลังงานน้ำและแสงอาทิตย์เป็นเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ ผมใช้พลังงานน้ำมันและไฟฟ้าแค่เปอร์เซ็นต์เดียวเอง”

“โอ้…ทำครอบคลุมหลายธุรกิจเลย มหัศจรรย์จริงๆครับ น่าจะเป็นคู่แข่งรายสำคัญของซีพีและเครือสหพัฒน์ฯเลยนะครับเนี่ย ในประเทศเรานี่หาได้น้อยมากครับกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่ใช้พลังงานสะอาดขนาดนี้ เอ…แต่ให้พนักงานทำงานไม่มีวันหยุดแบบนี้ไม่กลัวโดนฟ้องเอาหรือครับ”

“อย่างที่บอกไปล่ะครับว่าผมโชคดี เราไม่เคยมีแม้กระทั่งปัญหาทะเลาะเบาะแว้งของพนักงาน ทั้งๆที่พนักงานของเรามาจากทุกสารทิศของประเทศไทย บ้างก็มาจากประเทศเพื่อนบ้าน แม้ต่างชาติต่างภาษาเราก็อยู่ร่วมกันได้ ก็มีบ้างครับที่อำลาเราไปเพราะความไม่คุ้นเคยต่อสถานที่และสิ่งแวดล้อมในที่ทำงาน แต่เราก็มักจะได้รายใหม่เข้ามาทำงานแทนในตำแหน่งเดิมอย่างรวดเร็ว นี่ผมก็วางแผนว่าปีหน้าจะรับพนักงานเพิ่มอีกสักพันห้าร้อยน่ะครับ เพื่อรองรับอีกสามเฟสในสองจังหวัดใหม่ที่ได้เริ่มไปบ้างแล้ว แต่ขอเวลาเตรียมพื้นที่ไลน์ผลิตให้พนักงานสักระยะก่อน คิดว่าคงเป็นช่วงต้นๆปีหน้าครับ ”

“สุดยอดจริงๆครับ ผมถือว่านี่น่าจะเป็นธุรกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วธุรกิจหนึ่งในค่ำคืนนี้เลยทีเดียว…..พอจะแย้มตัวเลขได้ไหมครับว่าแต่ละธุรกิจของคุณตุ้มทำเงินได้ประมาณเท่าไหร่…เอาเป็นว่าเป็นเลขกี่หลักก็ได้ครับ”

“ผมขอบอกตามตรงนะครับว่าแม้ธุรกิจผมจะดูมีขนาดใหญ่ มีพนักงานเยอะ แต่จริงๆเราก็ไม่ได้ทำเงินทำกำไรอะไรมากมายหรอกครับ”

“แหม….คนรวยๆก็ชอบพูดอย่างนี้กันทั้งนั้นแหละครับ เอาเป็นว่าผมจะไม่แพร่งพรายให้สรรพากรรู้หรอกครับ ไว้ใจได้”

“ขอตอบแบบประมาณๆไม่เป็นตัวเงินนะครับ ผมว่าน่าจะสักสองร้อยสิบเก้าเท่าต่อหน่วยลงทุนต่อปีและเพิ่มอนุกรมทุกปีเท่านั้นเองครับ”

“พระเจ้า…………”

……………………………………………………………….

บทสนทนาดำเนินต่อไปสักระยะ ผู้คนบนเวทีและที่รายล้อมเวทีแห่งนั้นจับจ้องมองในอิริยาบถของเพื่อนตุ้มทุกชั่วขณะ หลายคนสร่างเมากับตัวเลขผลประกอบการและเชื่อว่าอีกหลายคนคงนึกในใจ ผู้ชายบนเวทีคนนั้นเป็นใคร(หรือเป็นลูกใคร) เขาทำอะไร เขาพูดจริงหรือไม่ เขาอาจจะเป็นได้แค่เจ้าชายกำมะลอ หรือไอ้คนขี้ปดมดเท็จ ผมเชื่อว่าด้วยลีลาท่าทางไม่ยี่หระต่อสิ่งใดๆของเขา และคำพูดที่ออกจากปากแต่ละคำมันช่างดูหนักแน่น นวลเนียนราวกับว่า สิ่งต่างๆที่เล่าสู่กันฟังในค่ำคืนนี้ เป็นแค่เรื่องน้อยนิดมหาศาล ที่จะทำก็ได้ หรือไม่ทำก็ได้ และคงพอที่จะทำให้ผู้ฟังสับสนและจับต้นชนปลายไม่ถูกถึงที่มาของชายคนนี้

หึๆๆๆ “วันเดอร์แลนด์แฟคตอรี่”

เพื่อนตุ้มไม่ได้โกหกแม้แต่คำเดียว…..แค่พูดในสิ่งที่คนฟังอยากได้ยินก็เท่านั้นเอง

นิยามของความสำเร็จ และความภาคภูมิในชีวิตของใครหลายๆคน ที่ได้มาจากเหยียบย่ำและกดขี่ที่เริ่มต้นจากเพื่อนมนุษย์ด้วยกันและจบลงด้วยหายนะของสิ่งมีชีวิตอื่นๆอีกมากมายเกินกว่าจินตนาการอันต่ำต้อยของมนุษย์จะตระหนักถึงได้ คงไม่เป็นเรื่องแปลก (แต่ถ้าไม่ทำสิจะแปลก)ของคนในยุคสมัยนี้ ยุคที่ธุรกิจเขาพูดกันแค่เรื่องขาดทุนกับกำไร แต่ถ้าจะมีการพูดถึงการ “ขาดทุนคือกำไร”ก็คงจะมีแค่พ่อหลวงไทยพระองค์เดียว คนเราแลกทุกสิ่งที่ไม่ได้เป็นของตัวเพื่อเงินเพียงอย่างเดียว แล้วก็เอาเงินนั้นไปตามล่าหาซื้อสิ่งที่ทำลายลงไปกลับคืนมาได้เพียงนิดเดียว

ซีเอสอาร์ก็ดี คาบอนด์เครดิตก็ดี ใยมิใช่ผลสะท้อนของสิ่งดังกล่าวว่าได้อย่างหดหู่และน่าสมเพช ข้ออ้างทางศีลธรรมจรรยาและสิ่งแวดล้อมกลายมาเป็นบริบทใหม่ที่ถูกใครหลายคนยกยืมเอามาใช้ในการถลุงใช้ทรัพยากร เพื่อประโยชน์ส่วนตนที่มากเท่าพันทวีกว่านั้นอย่างมีระบบ ระเบียบ และแยบยล

คำว่า “เพื่อมนุษยชาติหรือเพื่อโลก” หากจะทำให้เกิดผลจริงๆต้องทำโดยคน โดยจิตสำนึกที่แท้ และที่แน่ๆ….ใครๆก็ทำได้

ตุ้มลงจากเวทีแวะทักทายคนรู้จักสองสามรายก่อนจะมาทักทายผม

“ไม่บอกเขาไปล่ะว่าวันเดอร์แลนด์คืออะไร” ผมทักตุ้มด้วยประโยคคำถาม(อีกแล้ว)

“หึๆๆๆๆ ถ้าป่านนี้ยังไม่รู้กันอีก ก็หมดทางเยียวยากันแล้วล่ะ……ไปๆไปหายาคูลท์กินกันดีกว่า”

“ไม่เอาไวน์ซักแก้วเหรอ ของฟรีนะ”

“ไม่เอา…ไม่มีจุลินทรีย์แลคโตบาซิลัส”

“เรื่องมากจริง พ่อมหาเศรษฐี”

เข้าสู่วงการไผ่

•วันพุธ, ตุลาคม 13, 2010 • 1 ความเห็น

30

ผมไม่มีความรู้มากนักเกี่ยวกับไผ่ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าไผ่เป็นพืชตระกูลหญ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก ไม่รู้ว่าไผ่ตอนได้ ไม่รู้ว่าเมื่อออกดอกออกเมล็ดแล้วจะตาย ไม่รู้ว่าไผ่สามารถตายตามต้นแม่ได้แม้จะถูกแยกไปปลูกกันคนละที่คนละทิศ ไม่รู้ว่าไผ่กินดิบแล้วขม ต่อให้ชื่อมีส่วนผสมของคำว่าหวาน ไม่รู้ว่าไผ่บงหวานกินดิบไม่ขมแต่ถ้าต้มแล้วจะหวานเจี๊ยบ โง่ที่สุดคือไม่รู้ว่าถ้าอยากกินหน่อไม้ป่าต้องออกไปหาหน้าฝน

แล้วไอ้ที่(คิดว่า)รู้ล่ะ…..

(ลองฟังดูครับแล้วจะเชื่อคำที่เขาว่า”ระยะห่างระหว่างคนฉลาดอัจฉริยะกับคนโง่จนควายงง เมื่อเทียบกับความรู้ที่มีอยู่ตามธรรมชาติแล้ว มันใกล้กันนิดเดียว จนแทบจะเรียกว่าไม่ห่างกันเลย”)

ผมรู้ว่าไผ่มีสองประเภท คือไผ่มีหนาม กับไผ่ไม่มีหนาม

รู้ว่าไผ่รวกจะโตไปเป็นไผ่ตงลำใหญ่ๆในที่สุด (เหมือนที่ใครหลายคนคิดว่าปลาทูบ้านเราเมื่อว่ายไปถึงญี่ปุ่นตัวจะใหญ่และกลายเป็นปลาทูน่าในที่สุด)

รู้ว่าจะปลูกไผ่ ต้องเอาหน่ออ่อนที่จะเอาไปแกง ไปฝังดิน

รู้ว่าไผ่สีทองเป็นไผ่มาจากเมืองนอกเหมือนฝรั่งผมทอง

และไผ่น้ำเต้า ต้องมาจากอินเดียแน่ๆเลย

ฯลฯ…. พระเจ้า…ยังโง่ได้อีก

…………………

การไม่มีไม้ปักหลักเพื่อปลูกกล้า เป็นจุดเริ่มที่ทำให้ผมสนใจจะปลูกไผ่ เพราะคิดเองว่า เป็นของที่ไม่ควรต้องเสียเงินซื้อ และดูแล้ว ผมคงต้องใช้ในจำนวนมากพอสมควรไปอีกสิบปี การปลูกและขยายพันธุ์ไปพร้อมๆกับขยายพื้นที่ป่า น่าจะเป็นทางออกที่เนียนที่สุด

สองตัวแรกที่ปลูกในดินแดนมหัศจรรย์คือไผ่เลี้ยง และไผ่รวก ซึ่งผมได้ลุงคนหนึ่งชื่อลุง “ปิแอร์” หรือ “สิแอ” เป็นคนสอนให้ขุด เมื่อครั้งไปเที่ยวกาฬสินธุ์

ยอมรับว่ายากและเหนื่อยอย่างยิ่ง

“อ้าวไม่ใช่ตัดเอาหน่อไปปลูกได้หรือลุง เหมือนปลูกหัวขมิ้นไง?”

ลุงขำกลิ้ง พร้อมหยิบเสียมเล็กๆบางๆพาผมไปขุดเหง้าไผ่เลี้ยง….เสียมมีไว้แซะดิน แต้ตอนแยกเหง้านี่ เอามีอีโต้ฟันเอาครับ

ผมมาได้ความรู้เรื่องไผ่อย่างจริงๆจังๆ ก็เมื่อมาเจอเว็บเกษตรพอเพียงนี่แหละครับ ที่จริงต้องเรียกว่า ไล่ล่าหาข้อมูลเรื่องไผ่จนมาเจอเว็บนี้จะถูกกว่า และที่นี่ก็มีข้อมูลมหาศาล ชัดเจน แจ่มแจ้ง จนเอาไปลองทำเองได้

แต่ก็ไม่วายโง่ซ้ำ ไปลองตอนกิ่งไผ่รวกและไผ่บงหวาน ทั้งๆที่ยังอ่านได้ไม่จบว่าเขาไม่ตอนกัน ท้ายที่สุดสามเดือนผ่านไปไม่มีอะไรเกิดขึ้น กลับไปขุดเหง้าเหมือนเดิมดีกว่า….ชัวร์

เมื่อได้สติ ผมก็เริ่มกลับมานั่งหาข้อมูลให้ลึกขึ้น ให้เวลากับการหาความรู้จนแฟนเหน็บเอาว่า จะทำด็อกเตอร์ทางการเกษตรไปเลยดีไหม อ่านได้ทุกวี่ทุกวัน

งานขุดแยกเหง้าไผ่เป็นเรื่องที่เหนื่อยมาก ยิ่งถ้าไม่มีเครื่องมือที่ถูกต้องด้วยแล้ว เวลาเจอไผ่กอใหญ่ๆที่ไม่มีใครเคยไปตัดสางแล้วล่ะก็ ต้องเรียกว่า ไม่รู้จะเริ่มที่เหง้าไหนกันเลย

ความสุขของผมอย่างนึงในการขยายพันธุ์ไผ่ ก็คือ การตัดแต่งอย่างประณีตก่อนเอาไปชำหรือเอาเหง้าเปลือยไปปลูก ต้องค่อยๆนับปล้อง และกะความยาวให้เท่าๆกัน เวลาปลูกออกมาแล้วจะได้ดูเป็นระเบียบสวยงาม รู้ได้ทันทีว่าเป็นรุ่นปลูกรุ่นไหน (เพราะผมไม่เคยตัดเท่ากันสักที) ทีสำคัญที่สุด ต้องเลื่อยปลายอกเนี้ยบๆครับ ไม่มีการเอามีฟันตัดให้ดูเว้าๆแหว่งๆ หรือแหลมคม

ผมกำลังซ้อมขยายพันธุ์ไผ่ให้ชินมือ เพื่อที่ปีหน้า จะได้เอาไปใช้ขยายพันธุ์ไผ่นับสิบชนิดที่ไปหาซื้อมาจากหลายแห่งหลายที่ อย่างละต้นสองต้นเป็นแม้พันธุ์ ซึ่งแต่ละพันธุ์ที่ผมเลือกซื้อ ต้องตอบโจทย์ในการนำไปใช้งานในมิติที่ต่างกันออกไป เช่น เป็นอาหาร(ซึ่งได้เกือบทุกสายพันธุ์) ทำที่อยู่อาศัย ทำเครื่องไม้เครื่องมือ หรือเป็นการปลูกเพื่อให้ร่มเงา

หวังไว้ไกลๆอีกเรื่องคือการสะสมพันธุกรรมพืช ให้มีหลากหลาย เพื่อประกันความเสี่ยงที่ว่า “ไม่มีอะไรแน่นอนไปตลอดกาลหรอก” ทุกอย่างมีขึ้นมีลง ผมมีน้อยหน่อย แต่ก็มีหลากหลาย มีกินมีใช้ไร้ปมด้อย สบายกายแถมยังสุขใจ

ปีหน้าผมคงมีเรื่องไผ่มาคุยกะใครเขาบ้างแล้วล่ะครับ


เหง้าไผ่เลี้ยง ที่ไปขุดมาจากกอที่อายุหนึ่งปีครับ พอจะขุดได้ง่ายหน่อย


สภาพราก และเหง้าที่ฉีก แหว่งโดยฝีมือของมือสมัครเล่นครับ


กระบวนการที่แฟนผมเรียกโรคจิต บ้าเนี้ยบเกินเหตุ แต่ผมเนี่ยชอบสุดๆ มันดูเรียบร้อยดีครับ เวลาปลูกคนเขาเห็นแล้วจะรู้เลยว่านี่คือกิ่งพันธุ์ ไม่ใช่กิ่งไผ่


แล้วก็จะออกมาเท่าๆกันแบบนี้ ดูดีทีเดียว


ดูชัดๆก่อนเอาลงถุงชำรับ สวยเรียบเนี้ยบ ปลอดภัย ไม่แทงพุงและบาดมือ


อุปกรณ์ที่ประยุกต์ใช้ให้เหมาะมือครับยี่ห้อ “อีโต้แอนด์อีเตอร์” นี่แหละ เจียให้คมๆหน่อยเหวี่ยงทีได้เรื่องครับ ประหยัดแรง ส่วนข้อเสียคือเอาแทรกเข้ากอในๆยากหน่อยครับ ผมเลยขุดเลาะเอาตรงขอบรอบๆนอก

ป่ากลางกรุง

•วันอาทิตย์, ตุลาคม 3, 2010 • 1 ความเห็น

29

การะบวนการเรียนรู้เรื่องการปลูกต้นไม้ของผมออกจะพิสดารอยู่เล็กน้อยครับ คือผมเริ่มจากซื้อกล้ามาปลูกกันดื้อๆเลยในครั้งแรก โดยถามคำถามง่ายๆกับคนขายกล้าไม้ป่าว่า “จะปลูกป่าให้เป็นดง ควรปลูกอะไรดี” ตาลุงช้อนเจ้าของร้านแห่งย่านวังทองก็แนะนำต้นไม้มาสิบกว่ารายการ ตามประสาผู้อาวุโส ที่คิดแทนให้ว่า เลือกเอาต้นไม้ป่าที่ให้ผลตอบแทนในระยะยาวที่สูงค่า อย่างที่เราๆรู้กันดีอยู่ในตอนนี้ แถมยังแนะนำตามประสา(หรือภาษา)วนศาสตร์ฉบับลูกทุ่งว่า ปลูกป่าเป็นดงเลียนแบบธรรมชาติ ไม้ป่าจะโตดี “ต้นไม้จะไม่ตดใส่กัน”

ผมแอบขำแล้วถามต่อไปว่ามันหมายความว่าอย่างไร เรื่องต้นไม้ตดใส่กัน ลุงแกก็อธิบายต่อว่า ปลูกไม้อย่างเดียวมันกินปุ๋ยใบตัวเองมันไม่อร่อย มันควรต้องกินใบต้นอื่นบ้าง จะได้โตใวๆ

อืม….. ชัดเจน และเข้าใจง่ายอย่างยิ่ง

ต่อมาผมตั้งคำถามกับตัวเองอีกครั้งว่า ไม้เนื้อดีหลากหลายชนิดนี้ เนื้อไม้มันดีและสวยยังไง ผมจึงเริ่มออกค้นหาคำตอบเรื่องลายไม้และเนื้อไม้ จนแทบจะเรียกว่า เห็นไม้มีลายเป็นไม่ได้ ต้องเข้าไปลูบคลำ ดอมดม ให้รู้กลิ่น รู้สัมผัส ก็ไหนๆวันนึงอาจจะได้ตัดไม้ตัวเองมาใช้ ขอรู้ล่วงหน้าหน่อยแล้วกัน

แล้วไม่อื่นๆอีกล่ะ เมื่อสายพันธุ์ไม้เมืองร้อนมีมากมายหลากหลาย คนโบราณเขาสามารถรู้ได้เลยว่าไม้เนื้อนี้เอามาทำอะไรดี อะไรไม่ดี คำถามนี้ นำพาผมมาสู่ อากู๋ กูเกิ้ล เพราะขี้เกียจไปเที่ยวหอพรรณไม้บ่อยๆ หาความรู้ตามประสาคนขี้เกียจไปพลางๆก่อน และในที่สุดผมก็มาเจอเว็บขุนดง ของอาจารย์นพพร

ก่อนหน้านั้นไม่นานผมเริ่มเก็บเมล็ดไม้ต่างๆมาลองเพาะบ้างตามประสามือใหม่หัดเพาะ เนื่องจากเป็นคนที่ล้มเหลวกับการไปขอพันธุ์ไม้ที่ศูนย์เพาะพันธุ์กล้าไม้ตามจังหวัดต่างๆ ที่เราเห็นว่ามีต้นไม้ที่เรายังไม่มี การหาทางออกด้วยการเพาะเองก็ช่วยเพิ่มเติมรสชาติหวานๆให้น้ำ”แห้ว” อร่อยขึ้นมาได้หน่อยนึง พอมาเจอเว็บขุนดง คำถามหลายอย่างก็คลี่คลายลงได้หมดจด เบ็ดเสร็จ แถมกระบวนการตั้งตนเป็นศูนย์เพาะชำกล้าไม้น้อยๆก็ได้เริ่มต้นขึ้น ณ บัดนั้น

เริ่มจากมองหาไม้ที่สนใจ รู้เนื้อ รู้ต้น รู้การเติบโตตามธรรมชาติ รู้ลักษณะกิ่งก้านใบดอกผล และรู้จักวิธีการเพาะ พอได้เมล็ดมา ก็เริ่มเพาะ รู้จักใบเลี้ยง รู้จังหวะการงอก การเติบโต รู้จักว่ากล้าสมบูรณ์เป็นอย่างไร ปลูกลงดินอย่างไร โตอย่างไร และต่อมา เวลาจะบอกถึงรายละเอียดระหว่างทาง ไปจนถึงการเติบโตเป็นไม้ใหญ่ที่สมบูรณ์ และท้ายที่สุด เมื่อโค่นตัดผ่าดู ผมก็จะกลับมารัรู้ถึงลาย กลิ่น และผิวสัมผัสกันอีกครั้ง จะสำคัญก็ตรงที่ กระบวนการช่วงหลังเป็น “ความรู้มือหนึ่ง” ที่ผ่านประสบการจริงหรือที่ภาษาพระเขาเรียกว่า “ปัจจัตตัง” หรือ ความรู้เฉพาะตน ต้องลงมือปฏิบัติเอง จึงจะรู้ได้

จากมือสมัครเล่น เพาะเมล็ดไม้ฆ่าเวลา เพื่อลดอาการลงแดงขอคนชอบปลูก นำไปสู่สวนป่าขนาดจิ๋วข้างบ้านที่อุดมไปด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด กล้าไม้หลายต่อหลายรุ่น ถูกทยอยเอาไปลงดินตามวาระโอกาสต่างๆ เท่าที่จะหาเรื่องได้

ปลูกต้นไม้วันเกิด

ปลูกต้นไม้วันพ่อ วันแม่

ปลูกต้นไม้วันหยุดนักขัตฤกษ์

ปลูกต้นไม้วันพระใหญ่

ปลูกต้นไม้วันสุข

ปลูกต้นไม้วันเศร้า

และอีกหลายๆวัน ทีใจนึกอยากจะปลูก

ปลูกในที่ตัวเอง ปลูกในที่คนอื่น ฯลฯ

ขนาดเอาออกไปก็เยอะ ป่าไม้น้อยข้างบ้านก็ไม่มีทีท่าว่าจะลดน้อยถอยจำนวนลง เพราะเมล็ดไม้ใหม่ๆที่เก็บได้ กับอีกส่วนที่ส่งมาจากขุนดง เตรียมรอคิวลงถุง ในอาณาบริเวณรอบบ้านที่เล็กกระจ้อยร่อย เรียกว่าในตอนนี้ จะเพาะชุดใหม่ได้ ต้องเอาชุดเก่าออกไปก่อน

เรื่องอันสุนทรีย์ทุกครั้งก่อนไปปลูกต้นไม้ก็คือ การเดินช็อปปิ้ง กล้าไม้ไปรอบๆบ้าน โดยใช้หลักการ ต้นไหนโตเร็วโตดี ได้ลงดินก่อน ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นไม้ป่าเนื้อดีเท่านั้น สมุนไพรอย่างว่านจืด ขมิ้นและฟ้าทลายโจรก็มีสิทธิ์นะคร้าบ

ตาลุงช้อนเริ่มขาดลูกค้าชั้นดีอย่างผมไปเสียแล้วในตอนนี้ แต่ผมก็ยังแวะเวียนไปเยี่ยมและช่วยอุดหนุนแกอยู่บ่อยๆ และบางครั้งก็พาเหยื่อไปให้เชือดนิ่มๆ

ป่าไม้กลางกรุงเริ่มมีระบบสำรองกล้าไม้ดีขึ้นๆ มีทุกรุ่นอายุพร้อมปลูกไปอีกหลายปี

สวมควรแก่เวลาที่ต้องออกเดินทางไปคารวะเจ้าสำนักขุนดงบ้างแล้ว ยังมีเคล็ดลับอีกมากมายซ่อนอยู่ที่นั่น

รุ่นโตแล้ว กับรุ่นกำลังแทงรากครับ

เมล็ดมะค่าโมงที่ผ่านการเจียเปลือกและแช่น้ำมาสองวันจนพองได้ที่ และเริ่มแทงราก

เมล็ดกระพี้เขาควาย ไม้เนื้อสวยอีกตัวที่ทดลองเพาะในกระดาษทิชชู่ ก็งอกได้เหมือนกัน

สัดส่วนทอง

•วันจันทร์, กันยายน 27, 2010 • ให้ความเห็น

28

ผมปลูกต้นไม้ไปในดินแดนมหัศจรรย์น่าจะร่วมสองพันต้นในตลอดสองปีกว่าๆที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเพื่อให้ร่มเงาแก่ที่อยู่อาศัย ส่วนหนึ่งก็เป็นพวกไม้ผลและพืชอาหาร อีกส่วนหนึ่งเพื่อใว้ใช้สอยและตัดแปรรูปขายเป็นเงินมาใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่สามารถเอาต้นไม้หรืออาหารไปแลกมาได้ สองกลุ่มแรกปลูกไปเท่าไหร่มันก็จะอยู่ตรงนั้นไปตราบนานเท่านาน กลุ่มสุดท้ายถือว่าเป็นค่าแรงผมในการสร้างสองกลุ่มแรกขึ้นมา และจะต้องหายไปในช่วงเวลาต่างๆ ตามวัตถุประสงค์ที่จะต้องใช้มัน

จำนวนเท่าไหร่ที่ผมมีสิทธิ์โดยชอบธรรมที่จะเอาไป ถ้าตอบโดยหลักนิติศาสตร์ก็คือ “ทั้งหมด”นั่นแหละครับ เพราะผมเป็นเจ้าของมันโดยกฏหมาย แม้อาจจะต้องมีเรื่องยุ่งยากกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้บ้างก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร คุยกันได้ถ้ามีบัตรผ่านสีเทาๆพร้อมลายเซ็นรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง แต้ถ้าโดยหลักรัฐศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์ล่ะ จำนวนการเอาคืนจากธรรมชาติที่แม้จะสร้างขึ้นใหม่ด้วยมือมนุษย์ และเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตอีกหลากหลายที่เข้ามาอาศัยชายคาอันสงบสุขร่มเย็นแห่งนี้ จะมากน้อยเท่าไหร่ที่จะไม่กระทบกระเทือนและทำให้สมดุลย์ของการอยู่ร่วมกันอย่างผาสุขนั้นเสียไป

“สามสิบแปดจุดสองเปอร์เซ็นต์โดยประมาณ สำหรับการ “เอา” จากธรรมชาติมาเป็นของเรา เกินกว่านั้น หายนะ”

“มีจุดสองด้วยนี่เรียกประมาณเหรอ” ผมถามตุ้มด้วยความสงสัย(จริงๆ)

“จริงๆจะมีทศนิยมอีกไม่รู้จบตามหลังจุดสองอีกนะ”

“นายไปเอาตัวเลขยากๆนี่มาจากไหนหรือตุ้ม”

“มันเป็นตัวเลขที่เหล่านักคณิตศาสตร์ นักมานุษย์วิทยา หรือนักสังคมศาสตร์ และอีกหลายๆนัก ที่ไม่รู้จะใช้สมองไปทำอะไร เอามาคิดถอดรหัสจากธรรมชาติ แล้ว้เจอตัวเลขชุดนี้ซ้ำๆกัน เรียกว่าการยัดตัวเลขให้ลงกับสิ่งที่เขาอยากเห็นก็ว่าได้ รวมเรียกตัวเลขหลายทศนิยมนี้ว่า Golden Ratio หรือสัดส่วนทอง ซึ่งมีค่าที่รู้จักกันไปทั่วโลกว่าเป็นตัวเลขประมาณ 1:1.618 หรือ 0.618:1 ”

“อันนี้ไม่ได้มั่วเองอีกใช่ไหม”

“ไม่มั่วแต่ต่อยอดนิดหน่อย”

“มันทองยังไงอีกคราวนี้”

“ในทางศิลปะว่ากันว่ามันเป็นสัดส่วนที่มักค้นพบในงานสร้างสรรค์ชั้นเลิศหลายรายการ เช่นสัดส่วนภาพวาดช่วงใบหน้าของโมนาลิซ่า(ที่ลูฟร์) หรือโครงสร้างวิหารพาเธนอน(ที่กรีก) ในตัวมนุษย์เรามักจะเจอในอวัยวะต่างๆของร่างกายที่ประกอบไปด้วยสัดส่วนนี้ ยกตัวอย่างง่ายๆ ระยะจากข้อมือถึงปลายนิ้วต่อระยะข้อมือถึงข้อศอก เป็นสัดส่วนเดียวกันกับระยะข้อมือถึงข้อศอกต่อระยะปลายนี้วถึงข้อศอก…งงไหม”

“งง”

“อ้ะ…งั้นลองนึกถึงนางแบบหุ่นงามๆสักกลุ่มนึ่ง กลุ่มผู้หญิงที่เขาว่ากันว่าสัดส่วนทรวดทรงงามถึงขั้นเป็นแบบอย่าง จะมีระยะของร่างกายเข้ากับสัดส่วนนี้คือ…”

“คือ” ผมไม่เคยสนใจอะไรเท่านี้มาก่อน

“ระยะจากศรีษะถึงเอวต่อระยะจากเอวถึงฝ่าเท้า จะเป็นสัดส่วนเดียวกับระยะจากเอวถึงฝ่าเท้าต่อความสูงรวมของผู้หญิงคนนั้น”

“ไฮ้…. ไม่เคยรู้มาก่อน งั้นคนยาวตัวขาสั้น ก็ไม่สมส่วนสิ”

“บอกแล้วไงมันเป้นความพยายามยัดเยียดให้ลงพอดีกับตัวเลข ตัวยาวขาสั้นแล้วดูดีมีเยอะไป”

“แล้วยังเจอในอะไรอีก”

“หอย”

“หือ”

“ระบบโครงสร้างภายในหอย นอติลุส ที่พวกนักออกแบบหรือ สถาปนิกคลั่งไคล้และชอบเอามาเป็นตัวแทนของความงามอันเหมาะเจาะในงานสร้างสรรค์ต่างๆ แต่ละชั้นเปลือกของหอยชนิดนี้จะสร้างขึ้นมาในสัดส่วนนี้พอดิบพอดี”

“แล้วมันเกี่ยวยังไงกับเรื่องสมดุลธรรมชาติ”

“ก็ดันมีนักสังคมศาสตร์ทึกทักเอาว่า ถ้ามนุษย์เราผลาญทรัพยากรเกินกว่าสัดส่วนนี้ โลกเราอาจถึงหายนะได้”

“ไฮ้…แต่นี่มันก็เกินมาโลดตั้งปีมะโว้แล้วนี่ ป่าบ้านเรายังเหลือไม่ถึงสิบห้าเปอร์เซ็นต์เลย ไม่นับสายพันธุ์พืชและสัตว์ที่เริ่มหายไปทีละหลายๆชนิด ทุกๆวัน”

“………………”

“เดี๋ยวๆๆ เราต้องใช้ไม่เกินเท่าไหร่นะ”

“โดยประมาณนะ สามสิบแปดหน่อยๆจากทั้งหมด หรือสามสิบแปดส่วนต่อร้อยส่วน”

“ว่าทำไมโลกเราอยู่ได้อยู่ดีมาตั้งนานหลายร้อยหลายพันปี ใช้เท่าไหร่ก็ยังไม่ถึงสามสิบแปดส่วน พอยุคปฏวัติอุตสาหกรรมมาเยือน ร้อยปี….เรียบ”

“และเหตุอาเพศต่างๆก็เลยเริ่มออกมาเตือน ว่าโลกสีฟ้าสวยๆใบนี้เริ่มป่วยกระทันหัน”

“แล้วนายเชื่อเรื่องสัดส่วนทองนี้ด้วยเหรอตุ้ม ว่ามันแฝงรหัสบอกเตือนมนุษย์อยู่จริงๆ”

“มันเตือนขนาดที่ว่า อุณหภูมิในร่างกายเราสบายๆที่สามสิบเจ็ดอาศา ขึ้นมาเป็นสามสิบแปดเราก็แค่ตัวรุมๆ แต่ถ้าเกินกว่านั้นล่ะ”

“เราจะป่วย”

“ใช่…แล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้าขึ้นถึงห้าสิบองศา”

“ตายไปตั้งแต่สี่สิบห้าแล้วมั๊ง”

“ถูกต้อง ก็เหมือนกับภาษีอัตราก้าวหน้าไง ยังกำหนดสูงสุดได้แค่สามสิบเจ็ดเปอร์เซ็นต์ เมื่อมีรายได้เกินสี่ล้านบาท ถ้าสรรพากรรีดเกินนั้นล่ะ นายจะยอมไหม”

“โอ๊ย..ผมหนีตั้งแต่สิบเปอร์เซนต์แรกแล้ว”

“นายไม่ยอม ร่างกายนายก็ไม่ยอม ธรรมชาติหรือโลกใบนี้ก็ไม่ยอม”

“น่าทึ่งนะ”

“เรื่องสัดส่วนทองเหรอ”

“เปล่า เรื่องที่นายแถจนเข้าได้ทั้งเรื่องร่างกายมนุษย์และเรื่องเสียภาษี”

“บอกแล้วไง เมื่อเรามองหาความสัมพันธ์ใด มันมักจะหามาจนได้ นี่แหละมนุษย์”

………………………

ผมก้มมองสองมือที่ไดจับจอบเหวี่ยงขุดดินหลุมแล้วหลุมเล่า จนมือด้านพองและแข็งเป็นปุ่มไต จริงของเพื่อนตุ้ม จากปลายนิ้วถึงข้อศอก นับเป็นกลไกการทำงานที่น่าทึ่งของสองมือมนุษย์ ที่แตกต่างจากสัตว์หลากหลายประเภท คุณสมบัติที่เรามีมือที่หยิบจับได้ทำให้เราวิวัฒนาการได้รวดเร็วกว่าสัตว์อื่นๆแม้กระทั่งไพรเมตอย่างลิง หรือค่าง หากไม่นับเรื่องขนาดสมอง

เราเสียนิ้วไปสักครึ่ง เรายังพอจะทำอะไรได้อีกมาก แต่หากเราเสียตั้งแต่ข้อมือไป ส่วนที่เหลือถึงข้อศอกก็คงไม่เพียงพอที่จะทำให้เราอยู่อย่างสุขสบาย

หรือจะจริงอย่างที่ตุ้มว่า สัดส่วนทองเป็นรหัสที่ซ่อนอยู่ในทุกสรรพสิ่งเพื่อให้เราคนเจอเพื่อนำมาเชื่อมโยง เตือนสติถึงภัยของการไม่รักษาสมดุลย์ทางธรรมชาติ สังคม เศรษฐกิจ และอื่นๆอีกมากมายที่สัมพันธ์เกี่ยวข้องกันอย่างบูรณาการณ์

ผมใคร่ครวญอยู่นานจนลืมไปเลยว่าจริงๆผมมาหาตุ้มด้วยเรื่องนิดเดียวคือ ผมแค่อยากรู้ว่าถ้าวันหนึ่งผมต้องตัดต้นไม้ออกบ้างเพื่อ่ผลตอบแทนตนเองทางเศรษฐกิจ ผมควรปลูกต้นไม้เพิ่มอีกสักเท่าไหร่ เพื่อจะได้ทยอยตัดขายในสัดส่วนที่พอดีนั้นแล้วได้เงินมายี่สิบล้าน

แหะๆๆ…ไม่ค่อยจะโลภเลยเรา

สมมุตินะครับสมมุติ

•วันจันทร์, กันยายน 20, 2010 • ให้ความเห็น

27

หากมองย้อนกลับไปเมื่อสองปีที่แล้ว พื้นที่ในดินแดนมหัศจรรย์ เป็นเพียงผืนนาอันว่างเปล่า ที่ผู้เช่าจะเข้ามาทำนานาได้เพียงแค่ปีละครั้ง เนื่องจากสภาพพื้นที่ที่ไกลจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ทำนาได้งามดีเฉพาะหน้าฝนที่ชุ่มฉ่ำอย่างเช่นตอนนี้ ในหน้าแล้ง พื้นที่ตรงนี้ไม่ต่างอะไรจากทะเลดินแห้งๆ และพื้นดินแตกระแหง ที่ร้อนระอุ

แต่ในวันนี้ภาพของกลุ่มต้นไม้น้อยใหญ่ กระจายตัวลดหลั่นความหนาทึบจากสีเขียวของใบและทรงพุ่ม อันหลากหลาย ตามแปลงปลูกในรุ่นต่างๆทั้งสามรุ่น กับพื้นที่น้ำเป็นบ่อและร่องยาวๆ กันพื้นที่นาอีกเล็กน้อย ที่เว้นไว้พอได้ทำกิน เพื่อรองรับสมาชิกในครอบครัวขนาดใหญ่ ที่ตั้งใจว่า ต้องสามารถเผื่อแผ่อาหาร ผลหมากรากไม้ ที่ปลอดภัยปลอดสารเคมีใดๆ ไปจนถึงพี่ป้าน้าอา และเพื่อนฝูงนับสิบๆชีวิต

ผมหวังไว้เล่นๆ แต่พยายามจะทำให้มันเป็นจริง

จะดีไม่น้อยหากในแต่ละครอบครัวในสังคมไทย จะส่งตัวแทนเป็นใครสักคนที่มีความพร้อมและความอยากแบบนั้น เพื่อออกมาสร้างหลักประกันที่จับต้องได้ กินได้ และอาศัยอยู่ได้ เพื่อเป็นระบบสำรองชีวิต ที่ “เงิน” ไม่สามารถให้ได้เมื่อถึงคราวจำเป็นที่คาดไม่ถึง

อมาตยา เซน นักเศรษฐศาสตร์ รางวัลโนเบล เคยกล่าวถึงผลกระทบของทุนนิยมไว้นานแล้วว่า “เมื่อความฝันสิ้นสุดลง คนก็เริ่มค้นหาความจริงกันใหม่” ผมก็พลันนึกถึงอีกคำพูดของ ม.จ.สิทธิพร กฤดากร ผู้เป็นบิดาแห่งเกษตรแผนใหม่ ที่เป็นคนให้สัจธรรมข้อที่ว่า “เงินทองคือมายา ข้าวปลาคือของจริง”

“ความจริง” กับ “ของจริง” ของทั้งสองท่านนั้น มันเกี่ยวพันกันอย่างยิ่งยวด ปัจจุบันดูเหมือนคนเราจะแยกกันยากแล้วว่าอะไรจริง อะไรลวง ผมเติบโตมาในยุคสมัยที่งานเกษตร เป็นสิ่งที่ไม่ใช่เป้าหมายของการทำเป็นอาชีพ เราถูกสอนให้เรียนไปเพื่อเป็นอะไรที่ดีกว่านั้น ทำงานเพื่อเงิน และใช้เงิน ซื้อของจริงที่กินได้มากินให้อิ่มท้อง และเสพมายาที่เรียกว่าการประสบความสำเร็จในอาชีพการงานเพื่อความอิ่มใจ โดยแขวนทั้งชีวิตใว้ด้วยเส้นด้ายแห่งทุนนิยม ถ้าทุนินยมอยู่ได้ ผมก็ยังอยู่ได้เช่นกัน

ผมสร้างดินแดนมหัศจรรย์ โดยลองสมมติว่า “เมื่อทุนนิยมล่มสลาย” ผมและครอบครัว รวมไปถึงผู้คนที่แวดล้อมจำนวนหนึ่งจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ยังไง ผมพบคำตอบนี้เมื่อครั้งไปอบรมกสิกรรมธรรมชาติที่มาบเอื้อง วิชาการหากินรอบๆศูนย์ฝึก ให้ความกระจ่างในศักยภาพของ ป่าสามอย่างประโยชน์สี่อย่างได้เป็นอย่างดี ว่ารองรับจำนวนคนหลักสิบไปจนถึงเฉียดร้อยได้อย่างสบายๆ

พื้นที่ขนาดสิบไร่ของผมน่าจะเหลือเฟือต่อจินตนาการอันบ้าระห่ำนี้ เพียงแต่กว่าจะเสร็จสมบูรณ์ผมคงต้องใช้เวลาอย่างน้อยห้าปีสำหรับการจัดการเรื่องพืชอาหาร และสิบปีสำหรับการสะสมและรอคอยผลผลิตสำหรับงานก่อสร้างที่อยู่อาศัย (ตามที่สมมุติไว้นะครับว่า จู่ๆทุนนิยมก็ล่มสลายและเงินทองกลายเป็นของไร้ค่าไร้ราคา)

งานสะสมต้นไม้ของผมในทุกวันนี้ไม่ต่างอะไรกับปรัชญาของทุนนิยมสมัยใหม่ที่เน้นให้คนสะสมๆ วัตถุเพื่อแต่งเติมวิหารอันศักดิ์สิทธิ์ จะต่างก็คงเป็นในเรื่องที่ระหว่างทางของการสะสมของผมนั้น เป็นการคืนบางส่วนที่เราเคยพรากจากธรรมชาติมาแต่เก่าก่อน และยังมีส่วนร่วมแบ่งปันที่พักพิง และความร่มรื่นกลับคืนสู่มวลสรรพสัตว์ ที่ต้องบ้านแตก ซ่านกระเซ็นจนแทบไร้ที่อยู่อาศัย

ธรรมชาติอนุญาตให้เราเอาได้เท่าที่จำเป็น และต้องเหลือบางส่วนทิ้งไว้ให้แก่สิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ โดยมีสัดส่วนที่บ่งบอกชัดเจน แฝงซ่อนเป็นนัย ตามสิ่งต่างๆรอบตัวและภายในตัวเรามาตั้งแต่ครั้งบรรพกาล สุดแต่ว่าเราจะค้นเจอและตระหนักได้ถึงภัยพิบัติที่จะตามมาอย่างไร เมื่อเราถลุงใช้ทรัพยากรเกินเลยกว่าระบบสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ ที่เราเรียกว่า “โลก” กำหนดไว้ ตัวเลขนั้นผมพอรู้เป็นเลาๆแต่ขาดรายละเอียดที่แน่ชัด แม้จะเป็นเพียงสมมุติฐานที่ใครหลายคนเคยค้นเจอ และแม้ผมจะไม่ค่อยเชื่อแต่ก็ไม่กล้าที่จะลบหลู่ ผมคงต้องมุ่งมันในการสร้างป่าและคืนสิ่งที่บรรพบุรุษของผมเคยพรากจากธรรมชาติมา ให้มากที่สุดเท่าที่กำลังจะมี ในตอนนี้ ส่วนเรื่องยากๆ และเรื่องตัวเลข……

ได้เวลาที่ผมต้องไปหาเพื่อนตุ้มอีกแล้วครับ….งานนี้

Space&Time (ที่ว่างระหว่างเวลา)

•วันอังคาร, กันยายน 14, 2010 • ให้ความเห็น

25

“เคยมั๊ย…มีเวลาแต่ไม่มีเงิน พอมีเงินกลับไม่มีเวลา” เสียงของเพื่อนคนหนึ่งถามขึ้นบนโต๊ะจีนในงานเลี้ยงแต่งงานของเพื่อนอีกคนหนึ่ง…..แน่นอนคำถามแบบนี้ย่อมไม่ใช่เพื่อนตุ้ม แต่เป็นเพื่อนคนหนึ่งซึ่งกำลังไปได้สวยกับธุรกิจขายตรงชื่อดัง

ประโยคเปิดการสนทนาแสนคลาสสิก เพื่อดึงคนเข้าสู่ระบบลูกโซ่การขาย ที่มีผลตอบแทนเร้าใจเป็นตัวล่อ ตัวล่อที่อ้างว่าสามารถเป็นมรดก ตกสู่ลูกหลานหรือคนที่เรารัก

“นายทำไปพร้อมๆกับงานประจำก็ได้นี่ ใครๆเขาก็ทำกัน ดีซะอีกพรรคพวกเพื่อนฝูงมีเยอะแยะ ดึงมาเป็นเครือข่ายได้อีก”

ขนาดหาข้ออ้างโกหกพกลมว่างานดีเงินเดือนสูง ทั้งๆที่ไม่มีอะไรเฉียดความจริง มันก็ยังตื้ออยู่ได้…

หากวันนั้นมีเพื่อนตุ้มนั่งร่วมโต๊ะอยู่ด้วย ผมหวังอย่างยิ่งว่าเขาคงมีทฤษฎีเด็ดๆอะไรตอกกลับพ่อนักขายไฟแรงคนนั้น ชนิดที่เรียกว่า “ประโยคเดียวเสียววาบ” เป็นแน่

……….

ต่อมาอีกไม่กี่ปี

“เราซื้อประกันให้นายแล้วนะเพื่อน มีประกันสุขภาพ และอุบัติเหตุ โปรแกรมเล็กสุดคุ้มครองสองแสน เผื่อเจ็บเผื่อตาย จ่ายเงินให้ไปแล้ว นายไม่เอาไม่เป็นไร เราห่วงนาย เห็นชอบขับรถไปไหมาไหนบ่อยๆ”

มันต้องอย่างนี้…สุดยอดนักขาย…..ไอ้….(พูดไม่ออก) แถวบ้านเรียกหักคอกันดื้อๆ นี่ไม่คิดบ้างเหรอว่าถ้าผมไม่มีเงิน มันคงได้จ่ายให้ผมกันจริงๆ

“เท่าไหร”

“สองแสนไง ถ้าเจ็บเคสละหดหมื่น”

“ไม่ใช่ นายจ่ายไปน่ะ”

“อ่อ…แปดพันกว่าๆเอง” พร้อมยื่นเอกสารปกแข็งให้ผมเรียบร้อย

ผมเปิดดูรายละเอียดแบบเร็วๆมองหาจำนวนเงินที่ถูกต้องแล้วเปิดกระเป๋าตังหยิบเงินให้เพื่อนผมไป

“ประกันนายเราไม่ซื้อ แต่ที่จ่ายเนี่ยเป็นการซื้อมุขขายประกันโหด มัน ฮา….ทุเรศจริงๆทำกันได้ ”

นี่ก็เพื่อนแปลกๆอีกคน
………….

เงิน เวลา หลักประกันชีวิต สามองค์ประกอบของความมั่งคัง มันคงและความสุขสบายในชีวิต ที่เป็นของซื้อของขายมูลค่าสูงในเมืองกรุง สินค้าระดับตัวแม่ที่มีผู้ขายมาก และผู้ซื้อก็มาก และบางทีผูขายนั้นแหละหลงกลกลายเป็นผู้ซื้อชั้นดีไปซะเอง

ทฤษฎี”เวลาคู่ขนาน”ของผม ตอบโจทย์เรื่องของการเป็นคนที่มีเวลามากที่สุดในโลก เพราะผมเก็บมันใว้ในต้นไม้หลายร้อยหลายพันต้น

ทฤษฎี”ต้นไม้ทองคำ” ของเพื่อนตุ้ม ตอบโจทย์เรื่องของเงินทอง ที่เพิ่มจำนวนขึ้นตามวันเวลาที่ผ่านไป….เวลาที่อาจเป็นเหมือนสิ่งไร้ค่า และจับต้องไม่ได้และไม่คุ้นเคยของใครอีกหลายคน มีเพียง”ดอกเบี้ย”เท่านั้นกระมัง ที่คนทั้งไปรับรู้ว่ามีจริงและจับต้องงตัวเงินนั้นได้

“เบี้ย”เพียงเล็กน้อยที่ได้จากการผลิ”ดอก”ออกผลจากเงินก้อนใหญ่ที่เอาไป “ฝาก”ใว้กับธนาคาร ใยไม่จิ๊บจ๊อยด้วยค่าไปกว่า “ทองคำ” ที่ฝังอยู่ใน กิ่ง ก้าน ใบ ลำต้น ดอก ผล และราก ของ”ต้นไม้”เพียงต้นเดียว ที่ฝากใว้กับผืนแผ่นดิน

สองทฤษฎีข้างต้นเมื่อนำมารวมกันมันจะไปตอบโจทย์เรื่องหลักประกันในชีวิตได้อีกที…นี่ไม่นับรวมในมิติที่เราสามารถ มีสุขภาพและคุณภาพชีวิตดีขึ้นจากการ ออกกำลังกาย กินอาหารเป็นยา(ไม่ได้กินยาเป็นอาหาร)ห่างไกลสารเคมี และมีที่พักผ่อนหย่อนใจอันร่มรื่น

ผมยังคงไม่หลงกลเป็นสมาชิกขายตรง แต่ยังคงจ่ายเบี้ยประกันมาอย่างต่อเนื่อง เพราะส่วนหนึ่งผมว่ามันดีกว่าประกันสังคมที่ชอบให้ยาห่วยๆและรอคิวนาน ถ้าผมจัดการกับความเสียงทุกๆชนิดได้ด้วยตัวเอง ผมก็ไม่ต้องฝากชีวิตใว้กับใคร ไม่ต้องหางานที่เอาสวัสดิการมาเป็นตัวล่อ และผูกพันธะกับผมจนขยับตัวไปไหนไม่ได้

การเริ่มปลูกต้นไม้ สร้างสวนป่า จึงเหมือนการที่ผมสร้างคลังแสงย่อมๆ ที่มีทุกๆอย่างใว้รับมือกับสภาพแวดล้อมและสังคมที่กำลังแปรเปลี่ยนและบิดเบี้ยวไปทุกวัน

เวลาที่ผ่านไปในแต่ละนาที ยิ่งเพิ่มเติมความแข็งแกร่งให้ชีวิต หากใครที่เคยปลูกต้นไม้ และเรียนรู้ว่า “เวลา”มันทำงานยังไงกับต้นไม้ ผมเชื่อว่า ทุกคนคงรู้สึกไม่ต่างจากผม ผมรู้ว่าปีนึง”อะไรเกิดขึ้นได้บ้าง” การหมุนเวียนครบรอบฤดูหนึ่งกาล ทำให้สรรพสิ่งงอกงามอย่างสุขใจ ภาพที่เคยเกิด ภาพต้นกล้าที่เติบโตเป็นร่มไม้ใหญ่ จะเกิดขึ้นอีกๆๆ เพื่อช่วยต่อเติมความสุขให้กับคนปลูก ปีแล้วปีเล่า

กล้าไม้นับพันข้างบ้าน รอคิวยั่งรากลงผืนดินอีกนับไม่ถ้วน แต่ “ที่ว่าง” ในดินแดนมหัศจรรย์ กลับเหลือไม่มาก หากยึดตามหลักการเพาะปลูกให้ได้ประสิทธิภาพ

ปลูกไม้ป่าหนึ่งไร่ ได้ร้อยต้น เป็นหลักการที่เขาว่าไว้ว่าดีที่สุด(ตามหลักคำนวนปริมาตรเนื้อและหน้าไม้ต่อต้น) บ้างก็ว่า ยัดได้ถึงสามร้อยต้น ก็ยังได้ปริมาตรไม้เท่าเดิม แต่ได้หน้าไม้ไม่ใหญ่ ต้นใหญ่ๆร้อยต้นหรือ กับต้นกลางๆสามร้อย ให้เลือกเอา

ผมเลือก….. ต้นเล็กบ้างและใหญ่บ้างห้าร้อยต้น ต่อหนึ่งไร่ ที่อุดมไปต้วยความหลากหลายหลายร้อยชนิด มีทั้งให้ดอก ให้ใบ ให้ผล ให้เนื้อไม้ และให้ความอุดมสมบูรณ์แบบป่าจริงๆที่เป็นที่พักพิงและพึ่งพิงของสิ่งมีชีวิตทุกๆชนิดที่ผ่านเข้ามาอาศัย เป็นป่าห้าระดับที่ตอบโจทย์ที่ไม่ใช่แค่เรื่องเงินทอง แต่เป็นเรื่องต่อระบบชีวิตที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น

ผมจึงเริ่มปลูก ต่อไป ตามที่ว่างที่ยังพอมีเหลือ

“ที่ว่าง” ที่เริ่มหาได้ยาก และมี “เวลา” ที่จะเริ่มออกนับตั้งแต่วินาทีแรกที่ปลูกกล้าไม้น้อยๆลงไป

“นายทำพร้อมงานประจำก็ได้นี่” เสียงเพื่อนคนนั้นดังขึ้นแผ่วๆ เมื่อครั้งไปปลูกต้นไม้ที่ผ่านมา

“ก็กำลังทำอยูนี่ไง ปลูกเงิน และเวลา ลงหลุมเดียวกันอยู่….และเป็นมรดกตกให้ลูกหลานได้ด้วยนะ…”

สองปี…ที่ไม่เสียไป

•วันอาทิตย์, กันยายน 12, 2010 • ให้ความเห็น

24

เงินเดือนขึ้นสี่ร้อยบาทถ้วน….มากที่สุดในบริษัทช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปีสี่ศูนย์…..สูญเสียศูนย์ไปอีกตัวที่ควรจะได้สักสี่พันตามที่เจ้านายเคยรับปากใว้ ว่าผ่านปีใหม่จะขึ้นให้ตามที่ได้ตกลงกัน(ปากเปล่า) ใครๆในบริษัทต่างบ่นโอดครวญเรื่องรายได้ที่แทบไม่บ่งบอกถึงความก้าวหน้า และมองไม่เห็นอนาคตว่า แล้วปีหน้าเล่าจะขยับขึ้นได้อีกสักกี่ร้อย ไม่ต้องพูดถึงนิยายขายฝันเรื่องบ้าน เรื่องรถ ทำงานอีกสิบปีก็ไม่แน่ว่าจะเอื้อมมือไปถึงกันง่ายๆเหมือนก่อน

ตัวชี้วัดอนาคตในตอนนั้น ดูได้จากอัตราเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น ปีต่อปี มันบอกได้แม้กระทั่งว่า “เราจะครอบครองตู้เย็นใหม่ได้เมื่อไหร่” เพื่อนหลายคนยังอุตส่าห์ให้กำลังใจ ว่าไม่โดน”เลย์ออฟ” ก็บุญหนักหนาแล้ว

ไม่น่าเชื่อว่าอำนาจแห่ง”ทุน” สามารถสยบให้คนรู้จักกับ “การเจียมตัว”

หรืออนาคตของมนุษย์เงินเดือนคนนึงจะไม่ต่างไปจากตุ๊กตาที่ถูกแขวนผูกใว้ด้วยเชือกบางๆที่เหยียดยาวโยงใยอย่างซับซ้อน จนคาดเดาไม่ได้…ว่าสุดปลายสายเชือกนั้นมันอยู่ที่แห่งไหนและมัดยึดกับอะไรใว้ ถ้าหยั่งรู้กันได้คงไม่ล้มตึงกันเหมือนคราวนั้น

ผมกลายเป็นแค่เฟืองตัวเล็กกระจิ๋วเดียว ในสังคมสมัยที่ระบบการศึกษาผลิตคนออกมาเพื่อรับใช้ผู้อื่น มิใช่รับใช้ตนเอง ไม่มีใครจ้างก็อยู่ไม่ได้ ทำอย่างอื่นไม่เป็น ทำ”เงิน”เป็นอย่างเดียว(แล้วอยากได้อะไรก็ซื้อเอา)

และในช่วงเวลาเดียวกัน “สวรรค์”ก็ประทานทางออกที่เรียบง่าย และง่ายๆ ให้มาเป็นทางเลือกเพื่อหยุดยั้งและป้องกัน “ภัย” ที่เรามองไม่เห็น แต่เสียงจากสวรรค์ที่แม้จะก้องกังวานไปทั่วแผ่นดินไทย หากกลับไม่ได้รับการนำเอาเนื้อหาจากเสียงนั้นไปขบคิด ปรับประยุกต์และลงมือกระทำอย่างแพร่หลาย เพราะเนื่องจากเป็นเสียงที่บอกถึงแผนการ”ป้องกัน”ในระยะยาว ไม่ใช่”การแก้ไขเบ็ดเสร็จให้ใด้ในวันนี้ เหมือนยาฝรั่งหรือเคมีการเกษตร” ไม่ทันใจ จึงดูไม่ต่างจากเสียงที่ถูกส่งผ่านมากับเทพนิยาย ที่ดูเหมือนจะไม่มีวันเป็นจริง และดูเหมือนจะเป็นการถอยหลังเข้าคลอง ในสายตาของคนเมือง คนที่ถูกสังคมทุน ครอบงำเสียจนหูอื้อตาลาย

หลายคนมีบุญ ปิ๊งแว้บ คิดได้ทันที ลงมือกระทำจนสำเร็จหลุดพ้น กลายเป็นปราชญ์ เป็นผู้นำชุมชนอย่าที่เราได้เห็นกันในวันนี้

โดยส่วนตัว แม้ผมจะไม่ปฏิเสธ(เพราะผมชอบเทพนิยาย และหูไวพอจะรับฟังเสียงจากสวรรค์ได้) แต่ก็ยังคงนิ่งเฉย และยังลังเลต่อการน้อมนำมาปฏิบัติจริง ของดีที่ว่ายังคงเป็นสิ่งไม่คุ้นมือ แม้จะเคยคุ้นตาในสมัยเด็กๆยามไปเยี่ยมปู่ย่าตายายที่ต่างจังหวัด

ตอนนั้นดูเหมือนสังคมจะบอกว่า เป็นความล้าหลัง และหากจะลงมือทำก็เพียงเพื่อที่จะอยู่รอด ไม่ใช่ร่ำรวย

ก็เพราะถูกหล่อหลอมมาว่า เงิน เท่านั้นที่เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของชีวิต ยุคนั้นเขาอวดกันที่เงินเดือนเท่าไหร่ หาเงินได้ปีละเท่าไหร่ จึงไม่แปลกว่าแต่ละวันที่ผ่านไป คล้ายกับการวิ่งไล่จับตัวเลขหลายๆหลักมาครอบครอง เพื่อความสุขกายและสุขใจที่จะอวดอ้างตนได้ว่า “ตัวเลขข้าเหนือกว่า”

มันน่าตบกระโหลกตัวเองแรงๆสักสิบที เพราะอีกสิบปีหลังจากนั้น ผมคนเดิมต้องมานั่งบ่นเสียดาย “หลายปีที่หายไป”

“ถ้ากูปลูกต้นไม้ใว้สักร้อย ป่านนี้………..”

นั่นคือเสียงตัวเองบ่นกับตัวเองในสำนึกแรก เมื่อวันที่ผมได้เริ่มปลูกต้นไม้ในดินแดนมหัศจรรย์เมื่อสองปีที่แล้ว(เพราะอันที่จริงมันสามารถทำคู่ขนานกันไปได้ไม่ใช่เหรอ)

ใช่…ป่านนี้คงไม่ร้อนหน้า ร้อนหลัง พอมีอะไรให้เป็นร่มเงาหลบแดด มีไม้ใว้สร้างเพิงพัก ผูกเปลนอน กางเต๊นท์ ฯลฯ…..ประโยชน์ที่มากมายของ”ป่า”

ตั้งแต่วันนั้น ผมบอกกับตัวเองว่า “นาทีเดียว ก็จะไม่ยอมเสียมันไปอีก”

แม้วันนั้นผมจะยังไม่รู้หรอกว่า ปีๆหนึ่ง “เวลา” มันมีอิทธิฤทธิ์ขนาดไหน มันสามารถเสกสร้างร่มไม้และทำลายวัยเยาว์ของมนุษย์ได้ขนาดไหน

เราแก่ลงทุกวัน ในขณะที่ต้นไม้จะโตขึ้นไปเรื่อยๆอีกหลายเท่าของเวลามุษย์ ในโลกใบเดียวกัน

ฌ็อง ฌิโอโน นักคิดนักเขียนที่มีนิเวศทรรศน์ เคยบอกว่า “งานปลูกต้นไม้” ซึ่งเป็นงานเล็ก ๆที่ดูธรรมดาสามัญเสียจนไม่มีใครใส่ใจ ทั้งที่งานปลูกต้นไม้เป็น “งานจริง” ที่ยิ่งใหญ่เทียบเท่ากับ “การรังสรรค์” ของพระเจ้าเลยทีเดียว

เช่นกันกับที่ลุง ฟูกุโอกะ ได้กล่าวไว้ว่า “เป้าหมายสูงสุดของการเกษตรกรรมไม่ใช่การเพาะปลูกพืช แต่คือการบ่มเพาะความอุดมสมบูรณ์แห่งความเป็นมนุษย์” …

แหม…ฟังดูแล้วมันช่างฮึกเหิมเสียจริงๆ

นาทีนั้นผมมีแค่สองมือกับใจที่เกินร้อย(ไม่สิ..จริงๆมีสี่มือ) ไม่คิดอะไรให้มันมากเกิน แค่ลงมือกระทำ(เท่าที่จำเป็นก่อน) แล้วที่เหลือก็จะตามมาเอง

วันนี้..สองปี(กับอีกสองเดือน)แล้วครับ ที่ผมเก็บทุกนาทีที่ผ่านไปใว้กับต้นไม้น้อยใหญ่แต่ละต้น ในดินแดนมหัศจรรย์ คำตอบของชีวิตบางอย่างได้ถูกบอกเล่าผ่านหยาดฝน สายลม แสงแดด และลำนำกวีอันไพเราะทว่าเงียบกริบของธรรมชาติ

ในที่สุด….ป่าอันร่มรื่น ก็บังเกิดขึ้น ณ ที่แห่งนั้น