เริ่มต้นที่ต้นกล้า

หากผมจะดึงเอาหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้กับตนเองในระหว่างที่ผมยังอยู่ในสภาพกึ่งเมืองกึ่งชนบทเรื่องแรกๆที่ผมพอจะนำมาปรับใช้ในชทุกๆวันก็คือการลดการกินกาแฟสด ในกรงเทพนั้นราคาของกาแฟสด(แบบเย็น)หรือกาแฟคั่วบดอัดแรงดันไอน้ำปรุงนมผสมน้ำเชื่อม อยู่ระหว่าง สามสิบห้าบาทตามปั๊มหรือมุมกาแฟเล็กๆในห้างถึงร้อยยี่สิบบาทของสตาร์บัคส์ ไม่นับแบบปั่นที่จะแพงขึ้นไปจนหลายคนบ่นกันว่าไม่รู้จะแพงอะไรกันนักกันหนา แต่ก็ยังซื้อกินกันทุกวันเพราะเสพติดสารกระตุ้นในกาแฟกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ผมก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ แต่ราคามาตราฐานที่ผมรับได้ อยู่ช่วงกลางล่าง 35-50บาท กาแฟบ้านไร่ หรือะเมซอน คือมักซื้อเอาตามปั๊มเพราะผมจะกินทุกวันเวลาขับรถออกจากบ้าน ไม่ว่าเวลาใด เสมือนเป็นการอุปทานว่าไม่กิน ไม่สดชื่น ไม่เฟรช บางวันรีบมากๆแวะซื้อไม่ทันก็มักจะมีอาการมึนหัวตึบๆตามมา มีคนบอกว่า นั่นแหละ อาการคนติดกาแฟ โดยธรรมชาติของผมถ้ากาแฟที่แพงกว่านี้ผมจะกินไม่ลงโดยอัตโนมัติ ตีซะว่าห้าสิบบาทต่อวัน เดือนนึงก็พันห้า ปีนึงหมื่นแปด โอ้โห ชักเยอะแฮะ

กินมาหลายปีไม่ได้คิดอะไร แต่อยู่มาวันนึงผมลองเก็บแก้วกาแฟกลับบ้านทุกๆวัน เพราะเห็นแก้วกาแฟสมัยนี้เนื้อหนาดีและซ้อนเก็บได้ไม่เปลืองเนื้อที่ น่าจะเอาไว้ทำอะไรได้บ้าง เผลอแป๊บเดียวผมมีแท่งแก้วกาแฟพลาสติกและกระดาษกองพะเนิน มันยิ่งชวนให้นึกถึงเงินที่หมดไปในแต่ละปีเข้าไปอีก ราคาที่ต้องจ่าย คือสามเท่าของการกินกาแฟเย็นแบบ “ไม่สด”

กลับไปคิดถึงหลักเศรษฐกิจพอเพียงอีกครั้ง ถ้านี่คือเสี้ยวหนึ่งของการทำบัญชีครัวเรือน(เชิงประจักษ์จากปริมาณแก้วกาแฟหลังบ้าน)ตามวีธีของผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิมปราชญ์ชาวบ้านแห่งสนามไชยเขต เพื่อให้เราได้รู้จักตัวเอง และรูรั่วของสุขภาพการเงิน ผมจะลดรายจ่ายให้มันพอดีขึ้นได้ยังไง ในเมือการหันมาดื่มกาแฟสดวันเว้นวันไม่ใช่ทางออก(เพราะติดงอมแงม) และการหากาแฟสดราคาถูกกว่านี้มากๆก็ทำได้ยาก ครั้นจะชงกินเองทุกวันมันก็อยู่ในช่วงทดลอง เพราะชงเองมันไม่อร่อยเหมือนมืออาชีพชงให้ และไม่มีน้ำแข็งเกล็ดเหมือนตามร้านเขา โอ๊ย…ปัญหาและข้ออ้างเยอะแยะไปหมด

ท้ายสุดผมตกลงใจคุยกับแฟนว่าตื่นเช้ามาให้ชงกาแฟสดเย็นๆแก้วใหญ่ๆ(ผมมีเครื่องชงแรงดันที่มีติดบ้านมากว่าสองปี ซึ่งปกติผมใว้ใช้ทำกาแฟร้อนกินตอนดึกๆ) แล้วผมจะเอาเงินสี่สิบบาทหยอดใส่กระปุกไว้ทุกวัน พอครบปีแงะกระปุก อู้หู….มีเงินเป็นหมื่นเที่ยวอินเดียกันสบายๆ แหะๆ ตอนนี้ก็ยังอยู่ในช่วงทดลองอีกอยู่ดีครับ

ผมหาวิธีอยู่นาน เพื่อจะทำให้การดื่มกาแฟสดเป็นกิจวัตรที่ชอบธรรม ไม่ได้เป็นการฟุ่มเฟือยอะไรมากมายนักตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ท้ายสุด กิจกรรมสุดโปรดเรื่องการปลูกต้นไม้ของผมก็ทำให้การดื่มกาแฟสดเป็นเรื่องลงตัว

หน้าฝนที่ผ่านมาผมใช้เงินซื้อกล้าไม้ร่วมๆแปดร้อยต้น ไปประมาณห้าพันบาท ราคากล้าไม้จากแหล่งที่อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก มีตั้งแต่หนึ่งบาท ไปจนแพงสุดสิบบาท สิบบาทเป็นราคา ที่คุณพงศา ชูแนม หัวหน้าสถานีหน่วยอนุรักษ์ต้นน้ำพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร ผู้ที่คนในชุมชนรอบๆนั้น เรียกว่า “นายหัว” บอกว่าเป็นราคาที่สมเหตุสมผลที่สุด หากใครขายแพงกว่านั้นถือว่า……. ต่อให้จะเป็นกล้าไม้ชั้นเทพแค่ไหน

ผมโชคดีที่ไปเจอแหล่งขายกล้าไม้ราคาถูกเข้า ผมเคยลองไปถามราคาต้นสักที่ตลาดอัมพวา ที่คนกรุงเทพบอกกันว่า กิน เที่ยว เมืองไทยอะไรๆก็แสนถูก คนขายให้ราคาต้นสักต้นละ 55 บาท ตะกูยักษ์ 80 บาท พยูง 75 บาท และต้นอื่นๆอีกมากที่ไม่มีต้นไหนถูกกว่า 50 บาทเลย โอ้มายก๊อดดด ที่ต้องร้องจ๊ากเป็นเพราะว่า ปกติผมซื้อกล้าไม้ป่าต้นงามๆจากที่ อ.วังทอง พิษณุโลก ราคามีตั้งแต่สามบาทถึงสิบบาท ราคาสูงสุดจะเป็นต้นกฤษณา ซื้อทีละร้อย สองร้อยต้นยังไม่สะเทือนขนหน้าแข้ง

ผมซื้อกล้าไม้มาปลูกอยูได้ร่วมหกเดือน มาเจอหน้าหนาว ซึ่งผมไม่ค่อยปลูกต้นไม้แล้วเพราะจะเข้าหน้าแล้ง เลยคิดต่อไปว่า ว่างๆรอหน้าฝน มาเพาะเมล็ดเองดูบ้างดีกว่า เพื่อเป็นการทำความรู้จักกับต้นไม้ให้มากขึ้น และลดรายจ่ายค่ากล้าไม่ในปีหน้า ซึ่งจริงๆแล้วก็ไม่ได้มากมายอะไร และแนวคิดเรื่องความพอเพียง มันทำให้เราเล็งเห็นคุณค่าในศักยภาพของตนเอง พึ่งตนเองได้ อะไรที่พอทำได้ก็ควรลงมือทำหากมันไม่ยากจนเกินกำลัง แหม..แค่หยอดเมล็ดลงใรรูแล้วกลบ ทำไม่ได้ก็ไปผูกคอกับต้นผักชีได้เลย

และแล้วแก้วกาแฟที่เก็บมาทั้งหมด ก็ได้เวลาออกโรง…… ผมเริ่มต้นที่การเพาะเมล็ดไม้ป่าที่เก็บมาจากที่โน่นที่นี่ในแก้วกาแฟนี่แหละครับ ผมว่ามันเป็นการเริ่มต้นที่ดี ไม่ต้องซื้อ ไม่ต้องไปเร่หาเก็บมา มีเต็มบ้าน แนวคิดนี้ผมได้มาจาก “ตาสงัด คนปลูกต้นไม้แห่งพรหมพิราม” ซึ่งเดินเร่เก็บกระป๋องนมใช้แล้วมาเจาะตูดเลี้ยงกล้าไม้ แล้วนำไปปลูกให้วัดนับเป็นสิบๆๆไร่ มามากกว่ายี่สิบปีจนวันนี้แกอายุแปดสิบกว่าปีแล้ว ผมถือตาสงัดเป็นอาจารย์อีกคนครับ เลยเริ่มจากแก้วกาแฟสดแทน การเพาะเมล็ดไม้ขึ้นเป็นต้นกล้า เพื่อรอเอาไปปลูกตอนหน้าฝน เลยเป็นทั้งการเรียนรู้ในเรื่องใหม่ๆจากประสบการณ์ตรง ได้ความรู้มือหนึ่ง การลดค่าใช้จ่าย และการทำลายของสะสมที่รกบ้านผมได้เป็นอย่างดี
กล้าต้นมะค่าโมง
ถ้าถามกาแฟสดแก้วหนึ่งว่าตายแล้วอยากไปเกิดเป็นอะไร มันคงงง แต่ถ้าถามผม..ผมอยากให้มันเกิดใหม่กลายเป็นแก้วเพาะต้นกล้าแบบนี้แหละครับ เพราะมันยังได้คงรูปร่างเดิมของมัน(แม้จะถูกแจะตูดเล็กน้อย)และได้เป็นก้าวที่หนึ่ง หรือเป็นจุดเริ่มต้นของต้นไม้ต้นใหญ่ๆในอนาคต ที่จะสร้างประโยชน์ให้กับตัวผม ครอบครัวผม เพื่อนบ้าน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมของชาติต่อไป

เริ่มต้นที่ต้นกล้า ที่มาจากกาแฟสด

กาแฟสดจงเจริญ

ปล. ตอนนี้ผมเมาหมัดเพาะกล้าไม้จนแก้วหมด เลยต้องเริ่มซื้อถุงดำมาเพาะกะเข้าบ้างแล้ว……..

~ โดย tumtump บน วันเสาร์, กุมภาพันธ์ 28, 2009.

6 Responses to “เริ่มต้นที่ต้นกล้า”

  1. มารายงานตัวเป็นfanclubค่ะ อ่านแล้วกินกาแฟสดไม่หร่อยเลย

  2. ตั้มเอย
    ทุกวันนี้ร้านกาแฟที่เชียงใหม่ ผุดเป็นดอกเห็ด
    ที่น่าแปลกใจกว่านั้นก็คือ คนเต็มแทบทุกร้าน
    หน้าคณะเภสัชฯ ที่พี่สอนอยู่ มีร้านกาแฟ ที่เป็นรถตู้ ผู้บริโภคยังยืนรอคิวซื้อกาแฟกันอย่างแน่นหนา
    ทุกวันนี้ก็พยายามลด ปริมาณการบริโภคลง ให้ถึงคราวจำเป็นจริง ๆ ค่อยพึ่งคาเฟอีน

    แต่เหตุผลที่ พี่เลือกไปนั่งร้านกาแฟ เพราะพี่ต้องการซื้อ พ้ืนที่ และบรรยากาศ ซึ่งไม่รู้ว่ามันคุ้มหรือเปล่า
    กาแฟแก้วเดียว กับแอร์เย็น ๆ เน็ตฟรี ๆ คิดงานได้ง่ายขึ้น

    ช่วงนี้แล้ง ไม่รู้ต้นไม้ที่ลงไว้เป็นไงบ้าง

  3. ถ้ากินกาแฟแล้วได้บรรยากาศด้วยนี่เท่ไหร่ก็จ่ายได้พี่กิ่ง แต่ถ้าต้องซื้อกาแฟราคาเท่ากันแล้วต้องมานั่งดูดใน ไมตี้เอ๊กซ์ เก่าๆแอร์อุ่นๆเนี่ยสิ มันขาดทุนนะพี่ T_T ฮือๆๆๆๆ

  4. เรื่องสนุกจัง อ่านแล้วอยากเพาะต้นไม้ดูบ้าง

  5. เป็นความคิดดีมากๆๆๆ จากคนสนใจ

  6. อ่านแล้วมีความสุขคะ

ใส่ความเห็น