ตั้งใจจะเขียนแค่เดือนละเรื่องยังทำไม่ได้ ในใจมันพลุ่งพล่าน ท่องเน็ท และหัดตอนกิ่งไม้ หลังจากที่สอบผ่านวิชาการเพาะเมล็ดไม้ มาแบบสบายๆ เรื่องราวมันมากมายจนเรียบเรียงไม่ทัน เข้าไปอ่านในบอร์ดสนทนาของเว็บเกษตรพอเพียงอย่างเมามัน จนไม่เป็นอันทำอะไร ความรู้ดุ้นๆที่หาง่ายและไม่ต้องลงทะเบียนเรียน ตาลายอ่านจอไม่ไหวเมื่อไหร่ จะกลับมาเรียบเรียงเรื่องราวของมหาลัยต้นไม้ให้ฟังต่อคร้าบบบบบ
นักศึกษามหาวิทยาลัยต้นไม้3
•วันพุธ, กันยายน 30, 2009 • ให้ความเห็นการท่องเน็ต เพื่อหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับพันธุ์ไม้ ทำให้ไปเจออะไรๆดี ที่ต้องไปพิสูจน์…….
นักศึกษามหาวิทยาลัยต้นไม้ 2
•วันอาทิตย์, สิงหาคม 30, 2009 • ให้ความเห็นตอนเด็ก อ่านหนังสือสอบครึ่งเล่มจะเป็นจะตาย อ่านยังไงไม่เคยจบเล่ม พอมาตอนนี้เรืองอะไรที่อยากรู้ จะต้องอ่านหนังสือกี่เล่มต่อกี่เล่ม ก็เป็นเรื่องแสนง่ายดาย และสนุกสนาน
นักศึกษามหาวิทยาลัยต้นไม้
•วันศุกร์, กรกฎาคม 31, 2009 • 3 ความเห็นผมกำลังขึ้นปีสอง ของมหาวิทยาลัยต้นไม้ครับ…..
จบหลักสูตรการเรียนปีแรกมาประเมินตัวเองว่าชีวิตเปลี่ยนไปอย่างไร ตอบได้ทันทีว่าเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นตั้งแต่วันแรกที่เริ่มเรียน ครูของผมท่านหนึ่งกล่าวประมาณว่า การศึกษาที่ดีคือการศึกษาที่เรียนแล้ว ชีวิตต้องดีตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่เรียนสิบปียี่สิบปีแล้วตั้งความหวังจะให้ชีวิตดีขึ้นหลังเรียนจบ โดยไม่สำเหนียกว่าระหว่างเรียนอยู่นั้นตนเองพึ่งลำแข้งตนเองไม่ได้ เป็นภาระพ่อแม่ ภาระสังคม จบเอาจริงๆถึงจะมาซึ้งว่าคนเรามันก็ต้องเรียน(รู้)ไปตลอดชีวิตนั่นแหละ ผิดก็แต่ว่าพอจบมาเรียนรู้(ชีวิต)ไปพอจะพึ่งตนเองได้บ้าง หาเงินได้บ้าง(ไม่ได้บ้าง) หาอาหารใส่ท้องได้บ้าง หาโอกาสประสบการณ์ชีวิตได้บ้าง ไม่เป็นภาระใคร อ้าว…แล้วทำไมไม่ให้ทำอย่างนี้ตั้งแต่แรก หรือการศึกษา(ตามระบบ)มันตายไปแล้วจริงๆ
ม.ต้นไม้ เรียนง่าย เริ่มง่าย ไม่มีค่าเทอมแต่มีค่าอุปกรณ์นิดหน่อย จะเรียนที่ไหนก็ได้ในบ้านในสวนของตัวเองหรือในที่สาธารณะ หลักวิชาพื้นฐานของที่นี่บอกไว้ว่า ความรู้ในวิชาที่หนึ่งจะนำไปสู่วิชาที่ สอง สาม สี่……(เอาใว้วันหลังผมจะมาเล่ารายละเอียดอีกที) ผมเลยเลือกเริ่มเรียนในที่นาว่างเปล่าของตนเอง
วิชาแรกว่าด้วยเรื่องการ “ปลูก”
ปลูกอะไรก็ได้
ปลูกยังไงก็ได้
ปลูกตรงไหนก็ได้
อะไรๆก็ได้
เห็นไหมครับ เรียนง่าย…..
ผมตัดสินใจเลือกปลูกต้นไม้ที่เป็นไม้ป่าเศรษฐกิจ เลือกไม้ที่โตแล้วมีราคา หรือมีประโยชน์ คิดแบบคนกรุงโลภๆ คิดเร็วๆว่าปลูกวันนี้ สบายวันหน้า เพราะวิชานี้ “อะไรก็ได้” วิชาการปลูกเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ เพราะอาจารย์ด้านพันธุ์ไม้ท่านหนึ่งซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับต้นไม่พันธุ์ไม้เมืองไทย ผู้ซึ่งมีคนเคารพยกย่องมากมาย เคยกล่าวและยังกล่าวซ้ำๆต่อลูกศิษย์ว่า
“รู้หมื่นหรือจะสู้ปลูกหนึ่ง”
ดังนั้นความมุ่งหมายของวิชานี้คือ คุณต้องปลูกต้นไม้…อะไรก็ได้ ปลูกจากเมล็ดก็ได้ ต้นกล้าก็ได้
ผมเลือกปลูกไม้ป่าต้นใหญ่ๆ เพราะประการแรก ที่นาของผมร้อนและแล้งมาก รอบๆนาผมก็เป็นนา รอบๆของรอบๆนาผมก็เป็นนาอีก ไกลออกไปเห็นทิวไม้ใหญ่ถามคนแถวนั้นเขาว่าเป็นป่าสักหลายสิบไร่ เขาว่าปลูกมาตั้งแต่สิบห้าสิบหกปีที่แล้ว เห็นแล้วก็อิจฉา ดูร่มรื่นแปลกๆดีพิกล
มันพิกลตรงที่มันสูงและมีทรงพุ่มเหมือนกันเกินไป ภาษาคนเรียนอาร์ตเรียกว่า มันแบน ไม่มีมิติ สรุปว่าไม่สวย… ถึงผมจะมาเรียน ม.ต้นไม้ แต่ก็ยังติดนิสัยในวิชาชีพเดิม ที่จะทำอะไรต้องดูสวยไว้ก่อน ผมเลยเลือกที่จะปลูกต้นไม้หลายๆชนิดปนๆกัน เพื่อให้ทรงพุ่ม และความสูงที่ต่างกัน(นี่คือการมองภาพในอนาคตนะ) โดยผมต้องออกไปหาซื้อกล้าไม้มาปลูกตามจินตนาการ ผมเลือกใช้กล้าไม้แทนที่จะเป็นเมล็ดไม้เพราะว่า มีอัตราการรอดสูง ปลูกแล้วเห็นผลงานเลย ไม่ใช่ปลูกหายจมไปในดิน พองอกยอดอ่อนมาคนไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เดินเหยียบตายไป เคยอ่านเจอในหนังสือชื่อ “คนปลูกต้นไม้” ของ นายชองอะไรนี่แหละ นักเขียนชาวฝรั่งเศส การปลูกต้นไม้ด้วยเมล็ด จะได้ต้นไม้ที่เติบโตมาเป็นป่าใหญ่ อย่างดีก็แค่25% ไม่งอกบ้างล่ะ โดนสัตว์เอาเมล็ดไปกินบ้างล่ะ โดนมนุษย์เหยียบตายบ้างล่ะ ฯลฯ คิดแบบคนโลภอีกทีว่าปลูกเท่าไหร่ต้องรอดได้เท่านั้น ทางออกสุดท้ายคือต้องซื้อกล้ามาปลูกเท่านั้น…ชัวร์
อาเขยของผมแนะนำให้ไปที่อ.วังทอง พิษณุโลก แถวนั้นเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ไม้ขาย ทั้งไม้(ที่เขาว่ากันว่า)ลวงโลก(ไม่ขอบอกว่าต้นอะไรเพราะสำหรับวิชานี้ “ต้นอะไรก้ได้” …ต้นไม้น่ะมันไม่ลวงใคร และคนนั่นแหละหลอกกันเอง) และไม้ป่าหายากใกล็สูญพันธุ์
ไปที่ร้าน “ตาลุงช้อนพันธุ์ไม้” และไปเลือกดูว่าจะเอาต้นอะไร
ตาลุงช้อน(ผมเรียกลุง แต่เขาแทนตัวว่าตา)เป็นคนแก่อายุราวๆเจ็ดสิบกลางๆ เดินเหินสะดวก ใจดี แนะนำให้ความรู้เรื่องกล้าไม้ที่แกเพาะใว้ ราวกับครูชรากำลังสอนศิษย์ที่รักดี อยากสืบทอดเจตนารมณ์ ในการปลูกไม้ป่าหายากให้คืนสู่แผ่นดินไทย ผมคุยกับแกสนุกมาก ได้ความรู้เรื่องต้นไม้แบบรวมๆ พอจดจำได้บ้างในรายละเอียด ความแตกต่าง ในคุณประโยชน์ของไม้ในแต่ละชนิด ฮืฮิ..ที่พอจำได้ก้เป็นเพราะความโลภในมูลค่าของต้นไม้อีกนั่นแหละ ไม่งั้น เข้าหูซ้ายพุ่งออกหูขวาโลด ที่เขาว่า “ใจมาปัญญาเกิดเป็น”อย่างนี้นี่เอง
แกบอกว่าหาได้น้อยนะ ที่คนหนุ่มรุ่นเอ็งจะมาสนใจการปลูกไม้ป่า ที่กว่าจะโตและได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ก็อีกยี่สิบถึงสามสิบปี แกว่าคนหนุ่มสมัยนี้จะลงมือทำอะไรก็อยากได้ผลทันที ประโยคท้ายๆที่พอจำได้แกพูดประมาณว่า ปลูกไปเหอะ ได้บุญ….
ผมตัดสินใจอุดหนุนกล้าไม้ต้นงามๆของลุงช้อนมาประมาณสิบชนิด ชนิดละสิบยี่สิบต้น ราคาอยู่ระหว่างสามบาทถึงสิบบาท รวมต้นสักร้อยต้นที่ซื้อมาจากอีกร้านหนึ่งในราคาต้นละบาทห้าสิบ ก็มีต้นไม้ที่ต้องปลูกร่วมสองร้อยต้น ใช้เงินไปไม่ถึงพันบาท เพื่อทีจะเรียนในวิชาแรก ตอนคนงานของลุงช้อนยกต้นไม้ขึ้นบนหลังรถกระบะของผม ผมถ่ายรูปใว้ด้วยกล้องดิจิตอล เพื่อจำให้ได้ว่าผมซื้ออะไรมาปลูกบ้าง ต้นไหนชื่ออะไร เพราะบทเรียนแรก ผมจะได้เรียนรู้ลักษณะของกล้าไม้ชนิดต่างๆไปด้วย เวลาหยิบไปปลูกจะได้หยิบถูก
สุดท้าย…….. แค่ตอนขนกล้าไม้ลงตรงที่นาผมก็ลืมหมดสิ้น ต้นไหนเป็นต้นอะไรจำไม่ได้จำได้แค่ต้นสักทอง เพราะซื้อมามากกว่าเพื่อน ต้องเอาสมุดจดลำดับกล้าไม้ มาเปิดเปรียบเทียบในกล้องดู ตอนปลูกยังต้องคอยขานชื่อเพื่อกันลืม
ก่อนจากลุงช้อนมาผมถามเรื่องวิธีการปลูกกล้าไม้ป่าที่ถูกต้อง แกบอกว่าแค่ขุดแล้วกลบก็เรียบร้อย(อย่าลืมแกะถุงดำออกก่อนนะ) ไม้ป่าโดยส่วนมากน่ะเป็นง่าย ตายยาก ผมถามต่อว่าต้องโรยอะไรรองก้นหลุมมั๊ย หรือหลุมต้องใหญ่แค่ไหน แกบอกขุดเอาแค่พอกลบดินมิดโคนต้นก็พอ และไม่ต้องใส่ปุ๋ยหรืออะไรทั้งนั้น….ง่ายดีแฮะ ไอ้วิธีปลูกยากๆนั้นมักมาจากพ่อค้าขายปุ๋ยหรือหน่วยงานของรัฐ….กรรม(ไม่เชื่อลองไปเเน็ตดูวิธีปลูกกล้าไม้สักทองเสาชิงช้าของ กทม.ดูสิ อ่านแล้วอยากเลิกปลูก สอบตกวิชานี้ทันที)
ปลูกต้นไม้เป็นเรื่องง่ายจริงๆ
กลบดินต้นสุดท้ายแล้วมายืนมองผลงานของตัวเอง ที่ผม แฟน และอาสองคน ที่มาช่วยผมปลูก ก็รู้สึกอิ่มเอม และภูมิใจ แม้อาผมจะบอกว่าปลูกไปงงไป ว่าทำไมไม่ปลูกให้มันเป็นแถวเป็นแนว แบบสวนสักเชิงเดี่ยว ผมบอกว่ามันไม่อาร์ต มันต้องปลูกยังไงก็ได้ สะเปะสะปะ ก็ได้ มั่วๆก็ได้ ให้มันคล้ายธรรมชาติที่สุดนั่นล่ะ อาร์ตตัวพ่อ
มือผมแตก เหงื่อผมไหล แต่ผมแอบมีความปลื้มปิติ หัวใจผมบอกว่าวันนี้ผมได้เริ่มทำในสิ่งที่ถูกต้องและมีคุณค่า ผมเพ่งมองไปยังอนาคต ว่ากล้าไม่แต่ละต้น โตขึ้นมันจะมีหน้าตายังไง ทรงพุ่มและเรือนยอดแบบไหน ผมเริ่มสนใจ และอยากรู้ เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ความอยากรู้นั้นมันบริสุทธิ์ อยากรู้เพราะอยากรู้จริงๆ อยากรู้ก่อนที่มันจะเกิดขึ้นจริงๆ
มหาวิทยาลัยต้นไม้ ที่ที่จะทำให้ความรู้หนึ่งนำไปสู่ความรู้ต่อไปๆๆๆๆๆ
ผมได้เพื่อนใหม่สิบชนิดและจะเริ่มออกเดินทางเพื่อทำความรู้จักมันให้ดียิ่งขึ้น
ก่อนตะวันตกดินวันนั้น ก็เป็นเวลาที่ผมจำต้นไม้แต่ละชนิดได้ขึ้นใจ
การเดินทางอีกครั้ง
•วันอังคาร, มิถุนายน 30, 2009 • 1 ความเห็นต้นเดือนกันยายนนี้ ผมจะเริ่มเดินทางไกล……อีกครั้ง
หน้าที่เก่าที่มันวนกลับมาหาผมอีกครั้ง คือการเดินทางไปจัดบูธแสดงสินค้าในต่างประเทศ ไม่ใช่ว่าผมเป็นมือดีอะไรที่ไหน แต่เป็นเพราะหนึ่ง สินค้าทั้งหมดที่นำไปแสดงเป็นผลงานเก่าของผม ซึ่งผมคงเป็นคนรู้ดีและคุ้นเคยกับมันที่สุด สองผมมีร่างกายกำยำแข็งแรงแบกหามของหนักได้ทุกประเภท สามผมเคยมีวีซ่าในกลุ่มประเทศเชงเก้น ทำให้หมดปัญหาในการขอวีซ่า สี่ผมพอพูดจา(เฉพาะพูดจานะ)ภาษาที่สองคืออังกฤษ และนับเลขภาษาที่สามคือฝรั่งเศสเป็น(แค่นับเงินทอนหรือสั่งของกินและกล่าวขอบคุณ)บางครั้งสามารถพอจะอธิบายงานตัวเองมั่วๆได้บ้าง หากใครพอมีองค์ประกอบข้างต้น ผมเชื่อว่าทุกคนคงได้เป็นตัวเกร็งในการถูกส่งไปทำงานต่างแดนได้ไม่ยาก และที่สำคัญ “ทุกอย่าง มีคนจ่ายตังให้”
จริงๆผมได้ประกาศเลิกเดินทางไกลๆมาปีนึงแล้ว พอจะมีการหนีเที่ยวบ้างก็แถวๆอินเดีย หรือเวียตนาม เมือ่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยแนวคิดที่ว่าแค่ผมลดการเที่ยว ความมั่งคั่งก็จะมาเยือน แต่ความที่เงินทองหรือความร่ำรวยทางวัตถุ มันไม่จูงใจผมเท่ากับความมั่งคั่งทางประสบการณ์และความ….(สู่)รู้
ผมโยนหน้าที่อันเหน็ดเหนื่อยจากการ แบก จัด เก็บ แต่ใครหลายคนเรียกว่า “โอกาส” ในการไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่างแดนให้กับนักออกแบบรุ่นต่อมาในบริษัทที่ผมทำงานให้ แต่ทุกครั้งทุกทีที่จะต้องมีการเดินทาง ต้องมีเหตุเป็นไปที่ทำให้คนเหล่านั้น คลาดกับ การเดินทางไกล ที่ผมเห็นเป็นเสมือนขุมทรัพย์ทางปัญญา เสียทุกที ไม่เว้นคราวนี้
สาเหตุที่ผมขอวางมือจากการเดินทางจัดงานในต่างประเทศสำคัญๆคือหนึ่ง ผมถูกส่งไปบ่อยจนผมคิดว่าควรจะสร้างคนต่อไปมาทดแทนได้แล้ว เรียกว่าอาการเบื่อก็พอจะได้ สองการไปทุกครั้งผมถือเสมือนเป็นโอกาสที่ดี เดินทางไปเกือบครึ่งโลกแล้ว วีซ่าก็สามารถทุละทะลวงไปได้อีกเป็นสิบประเทศ “ทำไม่ไม่ไปต่อ?” คำถามนี่แหละที่เป็นเหตุให้ผมเสียเงิน(คราวนี้เงินตัวเอง)อีกไม่น้อยเลยกับกิเลสของความสู่รู้ในตัวตน เท่ากับว่า ลาภ ที่เข้ามาทุกครั้ง จะนำหายนะทางการเงินมาสู่ผมทันที….แต่ผมก็ยังเลิกเดินไปสู่ทางนั้นอยู่ดี..ใช่ม๊ย…ทำไมจะไม่ไปต่อ?
ท้ายที่สุดฟางเส้นสุดท้ายก็มาถึง ถังแตก ไปต่อไม่ได้นั่นเอง ฮ่าๆๆๆๆ แต่เชื่อไหมครับ สันดานคนบ้าเที่ยว สุดท้ายพอผมมีเงินเหลือนิดหน่อย ผมก็สามารถหาประเทศที่ไปเที่ยวใช้เงินแค่นิดหน่อย แต่อยู่ได้นานๆแอบหนีเที่ยวกับแฟนกันอยู่ดี…กรรม
สรุปว่าหนึ่งปีกว่าๆผ่านไป หนีงานหนีการมาปลูกต้นไม้กำลังมันมือ งานก็เข้า คนที่ควรต้องไปก็ไม่ได้ไป คนที่ไม่ควรต้องไปก็มีอันต้องหวนคืนสู่สนาม ด้วยแรงจูงใจสุดท้ายว่า…จะพาแฟนไปเที่ยวยุโรป ก็เคยสัญญาไว้นิ คราวนี้ไปสองจ่ายแค่หนึ่ง …เอ้า!!!ลุยยยย
เรื่องนี้ยังไม่เกิดขึ้นจริง……..
แผนการเบื้องต้นคือผมต้องไปจัดบูทที่งาน Maison&Objet ปารีส ให้เสร็จเสียก่อน ผมมีเวลาจัดสามวันพอเปิดงานผมกะเดินชมงานกับดูแลลูกค้าในบูธตัวเองสักวันเว้นวัน ช่วงวันระหว่างนั้นผมจะพาแฟนไปเที่ยวในกรุงปารีส เดินชมเมือง ทัวร์
ให้ฉ่ำปอด ไปตามสถานที่ที่ใครๆว่าสุดยอด ถ่ายรูปเก็บใว้เป็นที่ระลึก ว่านี่เป็นครั้งแรกที่ได้เดินท่องเมืองปารีสแบบสวีทหวานแหวกะเขาซะที
พอเก็บงานเสร็จในวันสุดท้ายของงาน ผมกับทีมงานคงฉลองมื้อเย็นแบบปารีเซียงด้วยกันสักมื้อ ก่อนแยกย้ายกันไปต่อในวันรุ่งขึ้น กลับเมืองไทยสอง ผมกับแฟนจะไปโปรตุเกสต่อ สาเหตุที่ผมเลือกเมืองนี้คือผมข้องใจกับขนมทองหยิบ ทองหยอด และฝอยทองมานานแล้วที่เขาบอกว่าแหม่มชาวโปรตุกีส มาสอนคนไทย ตั้งแต่สมัยล่าอาณานิคม ผมอยากเห็นกับตาว่าของต้นแบบนั้นรูปร่างหน้าตายังไงและรสชาด เหมือนกับที่บ้านเราไหม ผมเลือกไปเมืองปอร์โต แทนที่จะไปลิสบอนเพราะอยากเห็นสะพานที่ออกแบบโดยกุสตัฟ ไอเฟล คืออุตสาห์เห็นหอไอเฟลตัวพี่ จะไม่เห็นสะพานตัวน้องได้ยังไง และอีกอย่างประเทศใดก็ตามที่อยู่ในลิสผูล่าอาณานิคม ผมมีความสนใจประเทศเหล่านี้เสมอครับ อยากรู้ว่าอะไรคือปัจจัยที่เขาเป็นผู้ล่า อะไรทำให้เขาอยากเดินทางข้ามทวีป และในที่สุดเขาทำได้อย่างไร คำตอบเหล่านี้ เราจะหาส่วนหนึ่งได้จาก พิพิธธภัณฑ์ต่างๆทีมีอยูเต็มเมืองครับ ผมมีเวลาในเมืองนี้สองคืนสามวัน ต้องเก็บให้คุ้ม เดินๆๆๆดูๆๆๆ ให้หมดแรงแล้วกลับโฮสเทลสลบไปเลยครับ แหะๆ ที่พักที่จองใว้เป็นหอรวมหกคน ต้องนอนกะคนอื่นๆด้วยกลัวมันกรน ต้องชิงกรนก่อน
จากปอร์โต ผมจะบินต่อไปเที่ยวมาดริด(สเปน)
เดี๋ยวมาเขียนต่อ…..
เวลาเป็นเงินเป็นทอง
•วันเสาร์, พฤษภาคม 30, 2009 • 1 ความเห็นโดนถามอีกแล้ว ว่า “ว่างมากเหรอนั่งรอเวลาไปปลูกต้นไม้ท่าเดียว” ผมตอบกลับว่า “ช่วงนี้ช่วงไพร์มไทม์” สำหรับการปลูกต้นไม้ ต้องฉวยไว้ก่อน….. เหมือนกันกับเรทค่าโฆษณาช่วงหลังสองทุ่มถึงสี่ทุ่มครับ แพงหูดับ
สำหรับชาวนาและคนรักการปลูกต้นไม้ทุกคน เวลาช่วงต้นฤดูฝนเป็นช่วงทองแห่งความหวัง ที่จะฝากฝังเมล็ดพันธุ์หรือต้นกล้าน้อยใหญ่ใว้กับพระแม่ธรณี พระพิรุณ และพระอาทิตย์ เพื่อรอเก็บเกี่ยวผลผลิตตามแต่ชนิดการลงทุน ลงแรง บ้างก็สี่เดือน บ้างก็หนึ่งปี ส่วนของผมนี่ สามปีถึงยี่สิบปีขึ้นไปครับ
หากมองจากภายนอก คนวัยต้นๆสามสิบมาแบ่งเวลาส่วนใหญ่ ไปกับการปลูกต้นไม้ ใยมิใช่คนแปลกประหลาด เหมือนแก่เกินวัย มาทำอะไรที่คนในวัยเดียวกันเขาไม่ทำกัน สังคมมักบอกว่า คนวัยนี้เป็นวัยทำงานที่มีประสิทธิภาพเต็มเปี่ยมและ เป็นกำลังสำคัญของชาติ(ที่ไม่ใช่ธรรมชาติ) สมควรจะเติบโตในหน้าที่การงาน สะสมเงินทองเอาใว้ใช้ยามปลดเกษียณ สร้างหลักประกันในกองทุนดีๆ ที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไม เรา หรือคนหนุ่มสาวในสังคมไทย สมควร(หรือนิยม)ใช้สามสิบปีแรกในชีวิตไปกับการเรียนนานๆ และอีกสามสิบปีต่อมากับการทำงานหนักก่อนร่างกายจะหมดสภาพไปจนต้องอยู่กับสภาพอยู่ไปซ่อมไป อีกสิบถึงสามสาบปี
ความกังวลกับปรากฏการณ์ทางสังคมอย่างที่ผมวิตก(จริต)ว่ามันจะกลายเป็นกระแสหลักทางสังคมนับจากวันนี้ไป ทำให้ผมต้องลองออกมาเดินเล่นนอกสายพานชีวิต ที่เคยเคลื่อนไปตามระบบระเบียบที่ “เขา” ว่าดี เพื่อค้นหาทางที่ต้องเดินด้วยขาตัวเองเสียที เผื่อมันจะพาผมไปสู่ทางออกที่ดีกว่า สูตร 30:30:30
คนในสายพานมองว่า เวลาเป็นเงินเป็นทอง คนข้างนอกก็มองอย่างนั้น แต่ปฏิบัติกันคนละวิธี ไม่ได้อยากแบ่งคนในคนนอก เลยขอยกตัวอย่างเป็นนาย ก(กระแสหลัก) กับนาย ต (กระแสสะดวก ที่มี นาย ฎ ฏ บ ป อ ฯลฯ เป็นตัวอย่าง)
นาย ก ทำงานบริษัท นาย ต ก็มีบริษัทจ้างทำงาน…..ทั้งสองต่างก็มีงานทำ
นาย ก รับเงินทุกสิ้นเดือน นาย ต จะเรียกเก็บเงินทุกสิ้นใจ…..ทั้งสองต่างก็มีเงินใช้จ่าย
นาย ก เสร็จงานแล้ว กิน ดื่ม เที่ยว ทุกสัปดาห์ นาย ต เที่ยว ดื่ม กิน ก่อนเริ่มงาน….ทั้งสองต่างใช้ชีวิตระหว่างการดำรงชีวิต
นาย ก ซื้อ ทอง หุ้น กองทุน ไว้กินดอกเบี้ยเก็งกำไร นาย ต ปลูกต้นไม้ไว้ดูเล่น กินดอกผล ใช้สอย ขาย….ทั้งสองต่างชื่นชมในดอก..และสนใจการลงทุน
นาย ก เป็นกำลังสำคัญของชาติ นาย ข เป็นกำลังสำคัญของธรรมชาติ…..ทั้งสองต่างมีความสำคัญต่อสรรพสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
นาย ก ไม่เข้าใจนาย ต เลยเตะโกนข้ามสายพานมายังพื้นด้านล่าง ถามว่า ปลูกต้นไม้ไปทำอะไร อีกกี่ปีถึงจะใช้งานได้ แล้วขายจะได้สักเท่าไหร่ ไฟไหม้ น้ำท่วมก็หมดกัน
นาย ต ตอบไปว่า ทอง หุ้น กองทุน ลงทุนด้วยเงินสูงต้องมีฐานการเงินที่ดี ต้องใช้เวลาถึงจะเกิดผลกำไร สามารถโดนขโมยได้ โดนโกงได้ ด้อยค่าได้ ได้มาแล้วก็ต้องคอยดูคอยแลมัน ไม่ใช่ได้มันมาดูแลเรา แต่การปลูกต้นไม้ ปลูกโดยใช้ความรู้ ถูกที่ถูกเวลา ฟ้าดินจะคอยดูแลให้ หลับๆตื่นๆมันก็ใหญ่โต มาดูแลเรา เป็นร่มเงา ให้อากาศดี ให้ดอกให้ผล ให้ยา ให้สารพัด เวลาผ่านไปๆ คุณค่าก็ยิ่งมาก มูลค่าก็ยิ่งสูง แต่ลงทุนนิดเดียว ลงแรงนิดหน่อย
นาย ก งง เซเกือบตกสายพาน นาย ต เลยอธิบายด้วยคณิตศาสตร์ ว่า ซื้อทองน่ะที่ผ่านมาสิบห้าปีมีกำไรหมื่นนึง ต้นไม้อายุสิบห้าปีก็ขายได้หมื่นนึงเท่ากัน(นาย ต พยายามอนุมาน ตัวเลขกลมๆ เป็นแบบค่าเฉลี่ย)
ตอนนั้นทองบาทละสี่พัน ต้องมีเงินสี่ล้าน จึงจะมีกำไรตอนนี้ สิบล้าน
ในเวลาเดียวกันถ้าเช่านาไว้สักสิบไร่ ปลูกยางนาสักพันต้น ตอนนี้ก็จะมีเงินเท่ากัน แต่ใช้เงินลงทุนไม่ถึงหมื่น
น่าสนไหมครับ เศรษฐศาสตร์แบบนาย ต นายทุน(เงิน)น้อย….. ที่ใช้เวลา(ว่างๆ)สร้างมูลค่าบางสิ่ง….ให้เท่าเทียมทอง
การเดินทางของคนบ้า…ต้นไม้
•วันพฤหัส, เมษายน 30, 2009 • 5 ความเห็นตอนนี้ผมเหมือนกลายเป็นคนเพี้ยนๆไปเสียแล้วครับ มีอาชีพการเงินมั่นคงอยู่ดีๆ กลับไม่ทำ หันมาทำอะไรที่ต้องออกแรงมาก แต่ไม่ได้เงิน ใช้เวลาทั้งหมดของช่วงเกือบหนึ่งปีที่ผ่านมานี้ทำกิจกรรมเกี่ยวกับต้นไม้เกือบทั้งสิ้น เรียกว่าอยู่ดีๆก็เกิดบ้าต้นไม้ขึ้นมาฉับพลัน และหมกมุ่นกับมันอย่างจริงจังเหมือนเป็นอาชีพหลัก หน้าฝนปลูก หน้าหนาวเพาะเมล็ด หน้าร้อนรดน้ำตัดแต่งกิ่ง จังหวะดีๆไปฝึกอบรมการเพาะปลูก ทำปุ๋ย หาซื้อต้นไม้แปลกๆ ตกกลางคืนท่องเน็ท หาข้อมูลเชิงรุกขวิทยา เรียกว่าบ้าเต็มสูบครับ
มานั่งนึกดูเลยพบว่า คนเราเวลาที่ทำอะไรแล้วมีความสุข หรือสนุก จะทำไปโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เสียเงินเสียทองเท่าไหร่ไม่เคยนับหรือนำมาใส่ใจ เกิดความรู้ใหม่ๆ และที่ต้องตามล่าหาคำตอบให้ได้ ถ้าทำต่อไปนานพออาจสามารถไปแข่งแฟนพันธุ์แท้ต้นไม้ป่าไทยได้เลย มีบ่อยไปที่คนเราจะเก่งในเรื่องแปลกๆในงานอดิเรกที่สนใจมากกว่าวิชาชีพที่ร่ำเรียนมาหรือที่ทำงานอยู่
จำได้ว่าตอนเด็กๆผมก็ชอบ “เล่น” เอาโน่นเอานี่มาปลูก แต่ก็เป็นแค่การเล่นนะครับ เรียกว่าเล่นเป็นเกษตรกรว่างั้น ปลูกติดบ้าง ตายบ้าง เพราะเป็นเด็ก สมาธิเลยสั้น ก็เลยไม่เคยไปติดตามผลงาน เล่นหักกิ่งต้นโน้นต้นนี้มาปัก ขุดย้ายต้นกล้ามะม่วงหิมพานต์ ที่งอกเองใต้ต้นแม่ของมัน ไปใว้ในแปลงเพาะปลูกทีอุปโลกขึ้นมาว่าฝังเมล็ดไปเมื่อสามนาทีที่แล้ว บัดนี้โตขึ้นกลายเป็นกล้าสูงฟุตกว่าๆ…..เรียบร้อย
วันคืนผ่านไปกับการเปลี่ยนเรื่องเล่นไปเรื่อยๆของเด็กๆ ต้นมะม่วงหิมพานต์ที่ถูกขุดย้ายกล้ามาอย่างบอบช้ำโดยฝีมือสมัครเล่นกลับฟื้นตัวและเติบโตเป็นต้นไม้รุ่นๆ ที่สูงเลยหัวเจ้าเด็กตัวกะเปี๊ยกไปอย่างรวดเร็ว สองปีต่อมากลุ่มแก๊งเด็กที่ตัวไม่โตขึ้นสักเท่าไหร่ แต่ต้นไม้กลับเติบหญ่ออกผลให้เด็กซนกลุ่มเดิม เปลี่ยนมาเล่นเกมผจนภัยในป่า ปีนป่ายเก็บผลเก็บเม็ดมาคั่วกินกันอย่างสนุกสนาน
ผมแอบภูมิใจอยู่ลึกๆในผลงาน ที่ไม่ค่อยจะตั้งใจและหวังผลมันเท่าไหร่
ในปิดเทอมปีนั้นผมเก็บเมล็ดมะม่วงหิมพานต์สามต้นที่บ้านรวมกับที่ได้มาจากออกไปเล่นเก็บของป่าข้างนอก ไปขายได้เงินถึงสามร้อยกว่าบาท ผมได้เงินไปโรงเรียนวันละเจ็ดบาท คิดดูแล้วกันว่าผมรวยขนาดไหน
ผมแอบมีพลังน้อยๆของการเรียกเงินทองจากอากาศซะแล้ว
เมล็ดไม้เมล็ดเดียวงอกออกมาเป็นต้นใหญ่ให้ผลผลิตที่ถ้าไม่เก็บไปขาย ก็จะร่วงหล่นเน่าเปื่อยไม่มีมูลค่าใดๆแม้แต่บาทเดียว (แต่คุณค่าในการเป็นอาหารของนก กระรอก แมลง การเป็นปุ๋ยบำรุงดินหรือการสร้างอากาศดีๆ ยังคงมีอยู่เสมอมา ตราบเท่าที่มนุษย์ไม่เคยรู้สึกถึงคุณค่าของมัน)
แต่พลังในการเรียกเงินทองจากต้นไม้ ต้องอาศัย “เวลา” ….บางคนเรียกการ”รอ” บ้างก็เรียกว่า “อดทน”
ผมเรียกการสร้าง “เวลาคู่ขนาน”
ผมปลูกต้นไม้ไปทุกวันๆๆ ปลูกเสร็จผมก็ยังออกไปวิ่งเล่นตามประสา ทำทุกวันต้นไม้ก็เยอะขึ้น แผ่นดินก็เขียว ความร่มรื่นก็มากขึ้น ฝนมาก็ปลูกอีก ทำให้เหมือนแปรงฟันก่อนนอนก็ได้ ทำแล้วลืมๆ อย่าลืมว่าทุกครั้งที่กล้าไม้หรือเมล็ดไม้มันลงดิน ฟ้าดินก็จะเริ่มทำงานให้เรา เวลาคู่ขนานของต้นยางนาต้นนั้นจะเริ่มเดิน มันจะเติบโตไปพร้อมๆกับเรา เดินเคียงข้างเราไปจนถึงวันที่เราต้องการใช้มันสร้างบ้านหรือเปลี่ยนเงินมาใช้สำหรับทุกรายจ่ายในชีวิต
หากมองทั้งในแง่คุณค่า และมูลค่า ต้นไม้ตอบโจทย์ชีวิตได้ดีเยี่ยมทั้งสองประเด็น หากผมต้องเลือกบ้าอะไรซักเรื่องเพื่อให้เหมือนคนอื่นๆที่มีของบ้าประจำตัว ไม่ว่าจะเป็น บ้าหญิง บ้าเงิน บ้าแบรนด์ บ้ารถ บ้าเครื่องเสียง ฯลฯ ที่ลูกผู้ชายวัยหนุ่มคนนึงจะเลือกบ้า ผมของเลือกเป็น”คนบ้าต้นไม้” ต่อไปจะได้ไม่ไปซ้ำกะคนอื่นๆครับ
หน้าฝนเริ่มมาแล้ว…. เตรียมออกเดินทางกันได้เลย
การเดินทางทำให้คนหายโง่
•วันอังคาร, มีนาคม 31, 2009 • 1 ความเห็น
“ชีพจรลงเท้า” เป็นวลีที่ผมมักได้ยินเวลาสนทนากับเพื่อนฝูง เนื่องจากเป็นคนอยู่ไม่ติดที่ มาตั้งแต่สมัยเริ่มเรียนออกแบบปี3 ผมเริ่มออกเที่ยวไกลๆ ไปคนเดียวตั้งแต่หักคอเอารถเก๋งคันเดียวของครอบครัวมาใช้ตั้งแต่สมัยเรียนป.ตรี นัยว่าเหมือนเด็กใจแตก หลงแสงสี แต่ถ้านับจำนวนน้ำมันที่เผาไป ส่วนใหญ่มีไว้บึ่งออกไปไกลถึงชนบทเกือบทั้งนั้น ไม่ได้โม้……. ไม่ได้หลงกรุง แต่หลงทุ่ง
ไม่รู้เป็นยังไงครับ ชอบเคลื่อนย้าย “ไปมาเหมือนลมพัด” น่าจะเปลี่ยนชื่อเล่นเป็นนาย “พัดโบก” ตอนเรียนออกแบบมีอยู่สองอย่างครับที่มักจะทำเวลาคิดงานไม่ออก คือไปอึ กับขับรถไปไกลๆ ตอนนั่งรถเวลาภาพข้างทางมันผ่านตาไปเรื่อยๆ มันทำให้ปมปัญหาทางความคิดมันถูกคลี่คลายลงได้ คราวนี้พอคิดงานออก ดันมารู้ตัวอีกทีไกลกรุงเทพซะแล้ว เลยต้องหาที่นอน และเที่ยวตามที่ต่างแถวๆจุดหยุดรถพ่วงเสมอ
เป็นการแก้ตัวน้ำขุ่นๆของคนติดเที่ยว
เริ่มจากชวนเพื่อนๆไปด้วย ขนาดไม่เก็บค่าน้ำมัน มันยังบอกว่า เอาเวลาไปทำโปรเจกต์เหอะ “ไปแต่ละทีกลับมา มึงคิดออก ได้ไอเดียทำงานอยู่คนเดียว พวกกูสิเสียเวลาไปหลายวัน เปล่าๆปลี้ๆ” ท้ายสุดผมเลยต้องเที่ยวคนเดียวอยู่บ่อยครั้ง มาจนเรียนจบ เริ่มทำงาน แก่งาน จนเพื่อนๆมีตำแหน่งก้าวในบริษัทกันไปหลายคน ผมยังว่างเที่ยวอยู่อย่างไม่หยุดหย่อน
ที่แท้ พี่เคน ธีรเดช จากสวรรค์เบี่ยง มาเอง “ผมหล่อ พ่อผมรวย ไม่ต้องทำงาน มีเวลาว่างเหลือเฟือที่จะพานางเอกตลอนๆ ไปได้จนจบเรื่อง” เป็นคำตอบสุท้ายเวลามีเพื่อนๆถามว่า มึงทำยังไงวะ ถึงเที่ยวได้ตลอดเวลา (อิอิความจริงแท้ๆจ้างให้ก็ไม่บอก)
คุณพงศา ชูแนม คนดังแห่งเมืองพะโต๊ะ เขียนไว้ในปกรองหนังสือรุ่นที่19(ของผู้ฝึกอบรมเกษตรพอเพียง เพื่อความมั่งคั่ง ยั่งยืน) ที่ผมไปอบรมมาว่า “การเดินทางทำให้คนหายโง่…. เพื่อมนุษยชาติ จงอย่าละความกล้า” พร้อมเซ็นชื่อส่งท้ายเพื่อยืนยันว่า ก็เพราะการเดินทางนี่แหละ ที่นำเรามารู้จักกัน
ผมอ่านข้อความแล้วรู้สึกเข้าใจทันทีในเรื่องแรก เพราะผมอยู่กับมันมาตลอดสิบห้าปี ส่วนวรรคที่สองผมถือเป็นสัญญาใจเฉกเช่นที่คุณพงศาอาจเคยสัญญาไว้ต่อใครคนนึง ผมเดินทางรวมระยะทางได้หลายรอบโลก ผมรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงตัวเองในทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที ผมเข้าใจหลักการนี้ดีพอที่จะฉวยเอาทุกความรู้และประสบการณ์ใหม่ๆให้มากสุดเท่าที่จะทำได้ และแบ่งบันมันออกไปให้กับกัลยาณมิตร หากมันถูกที่ ถูกเวลา ความรู้มีใว้แก้โง่ ปัญญามีใว้แก้บ้า ความรู้ผู้อื่นหยิบยื่นให้ได้ แต่ปัญญาต้องคนพบด้วยตนเอง
“การเดินทางทำให้คนหายโง่” นั้น จริงๆแล้วมันเป็นวลีที่ผมรู้สึกว่า ถ่อมตนและเจียมตัวไปหน่อย เพราะหากใครเริ่มเดินทาง ผมคิดว่า คำตอบของการเดินทางนั้น มันให้อะไรที่มากกว่าการ แก้โง่ เป็นแน่ การเดินทางทำให้เราได้เห็น พอเห็นเราก็คิดตาม คิดได้เราก็เรื่มตั้งคำถาม แล้วท้ายสุด ถ้าเราขยันพอ มันจะนำเราออกไปหาคำตอบเป็นกระบวนการต่อไป
การตั้งคำถามและตามหาคำตอบ ถ้าทำซ้ำไปซ้ำมาบ่อยๆ ในระยะยาว เราจะสามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่ๆได้อย่างรวดเร็ว และเป็นแบบอัตโนมัติครับ เราจะกลายเป็นคนที่ทำความเข้าใจอะไรได้รวดเร็ว เกิดปัญญาน้อยๆแบบพอประมาณ เอาใว้ใช้ยามฉุกเฉิน ผมเอาตัวรอดจากทุกสถานการณ์ได้จากวิธีการนี้ครับ เรียกว่ามีปัญญาในเรื่องเล็กน้อย แต่แน่นครับ เพราะเห็นมากะตา เจอมากะตัว ปัจจุบันเพื่อนๆวัยสร้างตัวมักตั้งคำถามครับว่า จะทำงานไปด้วย ออกเที่ยวไปด้วยได้อย่างไรไม่ให้ถูกไล่ออก
ขอตอบว่า….. ต้องลองออกเดินทางดูสักครั้งครับ แล้วจะได้ตำตอบต่อไป….
ทริปสั้นๆก็ยังดีครับ
เริ่มต้นที่ต้นกล้า
•วันเสาร์, กุมภาพันธ์ 28, 2009 • 6 ความเห็นหากผมจะดึงเอาหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้กับตนเองในระหว่างที่ผมยังอยู่ในสภาพกึ่งเมืองกึ่งชนบทเรื่องแรกๆที่ผมพอจะนำมาปรับใช้ในชทุกๆวันก็คือการลดการกินกาแฟสด ในกรงเทพนั้นราคาของกาแฟสด(แบบเย็น)หรือกาแฟคั่วบดอัดแรงดันไอน้ำปรุงนมผสมน้ำเชื่อม อยู่ระหว่าง สามสิบห้าบาทตามปั๊มหรือมุมกาแฟเล็กๆในห้างถึงร้อยยี่สิบบาทของสตาร์บัคส์ ไม่นับแบบปั่นที่จะแพงขึ้นไปจนหลายคนบ่นกันว่าไม่รู้จะแพงอะไรกันนักกันหนา แต่ก็ยังซื้อกินกันทุกวันเพราะเสพติดสารกระตุ้นในกาแฟกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ผมก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ แต่ราคามาตราฐานที่ผมรับได้ อยู่ช่วงกลางล่าง 35-50บาท กาแฟบ้านไร่ หรือะเมซอน คือมักซื้อเอาตามปั๊มเพราะผมจะกินทุกวันเวลาขับรถออกจากบ้าน ไม่ว่าเวลาใด เสมือนเป็นการอุปทานว่าไม่กิน ไม่สดชื่น ไม่เฟรช บางวันรีบมากๆแวะซื้อไม่ทันก็มักจะมีอาการมึนหัวตึบๆตามมา มีคนบอกว่า นั่นแหละ อาการคนติดกาแฟ โดยธรรมชาติของผมถ้ากาแฟที่แพงกว่านี้ผมจะกินไม่ลงโดยอัตโนมัติ ตีซะว่าห้าสิบบาทต่อวัน เดือนนึงก็พันห้า ปีนึงหมื่นแปด โอ้โห ชักเยอะแฮะ
กินมาหลายปีไม่ได้คิดอะไร แต่อยู่มาวันนึงผมลองเก็บแก้วกาแฟกลับบ้านทุกๆวัน เพราะเห็นแก้วกาแฟสมัยนี้เนื้อหนาดีและซ้อนเก็บได้ไม่เปลืองเนื้อที่ น่าจะเอาไว้ทำอะไรได้บ้าง เผลอแป๊บเดียวผมมีแท่งแก้วกาแฟพลาสติกและกระดาษกองพะเนิน มันยิ่งชวนให้นึกถึงเงินที่หมดไปในแต่ละปีเข้าไปอีก ราคาที่ต้องจ่าย คือสามเท่าของการกินกาแฟเย็นแบบ “ไม่สด”
กลับไปคิดถึงหลักเศรษฐกิจพอเพียงอีกครั้ง ถ้านี่คือเสี้ยวหนึ่งของการทำบัญชีครัวเรือน(เชิงประจักษ์จากปริมาณแก้วกาแฟหลังบ้าน)ตามวีธีของผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิมปราชญ์ชาวบ้านแห่งสนามไชยเขต เพื่อให้เราได้รู้จักตัวเอง และรูรั่วของสุขภาพการเงิน ผมจะลดรายจ่ายให้มันพอดีขึ้นได้ยังไง ในเมือการหันมาดื่มกาแฟสดวันเว้นวันไม่ใช่ทางออก(เพราะติดงอมแงม) และการหากาแฟสดราคาถูกกว่านี้มากๆก็ทำได้ยาก ครั้นจะชงกินเองทุกวันมันก็อยู่ในช่วงทดลอง เพราะชงเองมันไม่อร่อยเหมือนมืออาชีพชงให้ และไม่มีน้ำแข็งเกล็ดเหมือนตามร้านเขา โอ๊ย…ปัญหาและข้ออ้างเยอะแยะไปหมด
ท้ายสุดผมตกลงใจคุยกับแฟนว่าตื่นเช้ามาให้ชงกาแฟสดเย็นๆแก้วใหญ่ๆ(ผมมีเครื่องชงแรงดันที่มีติดบ้านมากว่าสองปี ซึ่งปกติผมใว้ใช้ทำกาแฟร้อนกินตอนดึกๆ) แล้วผมจะเอาเงินสี่สิบบาทหยอดใส่กระปุกไว้ทุกวัน พอครบปีแงะกระปุก อู้หู….มีเงินเป็นหมื่นเที่ยวอินเดียกันสบายๆ แหะๆ ตอนนี้ก็ยังอยู่ในช่วงทดลองอีกอยู่ดีครับ
ผมหาวิธีอยู่นาน เพื่อจะทำให้การดื่มกาแฟสดเป็นกิจวัตรที่ชอบธรรม ไม่ได้เป็นการฟุ่มเฟือยอะไรมากมายนักตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ท้ายสุด กิจกรรมสุดโปรดเรื่องการปลูกต้นไม้ของผมก็ทำให้การดื่มกาแฟสดเป็นเรื่องลงตัว
หน้าฝนที่ผ่านมาผมใช้เงินซื้อกล้าไม้ร่วมๆแปดร้อยต้น ไปประมาณห้าพันบาท ราคากล้าไม้จากแหล่งที่อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก มีตั้งแต่หนึ่งบาท ไปจนแพงสุดสิบบาท สิบบาทเป็นราคา ที่คุณพงศา ชูแนม หัวหน้าสถานีหน่วยอนุรักษ์ต้นน้ำพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร ผู้ที่คนในชุมชนรอบๆนั้น เรียกว่า “นายหัว” บอกว่าเป็นราคาที่สมเหตุสมผลที่สุด หากใครขายแพงกว่านั้นถือว่า……. ต่อให้จะเป็นกล้าไม้ชั้นเทพแค่ไหน
ผมโชคดีที่ไปเจอแหล่งขายกล้าไม้ราคาถูกเข้า ผมเคยลองไปถามราคาต้นสักที่ตลาดอัมพวา ที่คนกรุงเทพบอกกันว่า กิน เที่ยว เมืองไทยอะไรๆก็แสนถูก คนขายให้ราคาต้นสักต้นละ 55 บาท ตะกูยักษ์ 80 บาท พยูง 75 บาท และต้นอื่นๆอีกมากที่ไม่มีต้นไหนถูกกว่า 50 บาทเลย โอ้มายก๊อดดด ที่ต้องร้องจ๊ากเป็นเพราะว่า ปกติผมซื้อกล้าไม้ป่าต้นงามๆจากที่ อ.วังทอง พิษณุโลก ราคามีตั้งแต่สามบาทถึงสิบบาท ราคาสูงสุดจะเป็นต้นกฤษณา ซื้อทีละร้อย สองร้อยต้นยังไม่สะเทือนขนหน้าแข้ง
ผมซื้อกล้าไม้มาปลูกอยูได้ร่วมหกเดือน มาเจอหน้าหนาว ซึ่งผมไม่ค่อยปลูกต้นไม้แล้วเพราะจะเข้าหน้าแล้ง เลยคิดต่อไปว่า ว่างๆรอหน้าฝน มาเพาะเมล็ดเองดูบ้างดีกว่า เพื่อเป็นการทำความรู้จักกับต้นไม้ให้มากขึ้น และลดรายจ่ายค่ากล้าไม่ในปีหน้า ซึ่งจริงๆแล้วก็ไม่ได้มากมายอะไร และแนวคิดเรื่องความพอเพียง มันทำให้เราเล็งเห็นคุณค่าในศักยภาพของตนเอง พึ่งตนเองได้ อะไรที่พอทำได้ก็ควรลงมือทำหากมันไม่ยากจนเกินกำลัง แหม..แค่หยอดเมล็ดลงใรรูแล้วกลบ ทำไม่ได้ก็ไปผูกคอกับต้นผักชีได้เลย
และแล้วแก้วกาแฟที่เก็บมาทั้งหมด ก็ได้เวลาออกโรง…… ผมเริ่มต้นที่การเพาะเมล็ดไม้ป่าที่เก็บมาจากที่โน่นที่นี่ในแก้วกาแฟนี่แหละครับ ผมว่ามันเป็นการเริ่มต้นที่ดี ไม่ต้องซื้อ ไม่ต้องไปเร่หาเก็บมา มีเต็มบ้าน แนวคิดนี้ผมได้มาจาก “ตาสงัด คนปลูกต้นไม้แห่งพรหมพิราม” ซึ่งเดินเร่เก็บกระป๋องนมใช้แล้วมาเจาะตูดเลี้ยงกล้าไม้ แล้วนำไปปลูกให้วัดนับเป็นสิบๆๆไร่ มามากกว่ายี่สิบปีจนวันนี้แกอายุแปดสิบกว่าปีแล้ว ผมถือตาสงัดเป็นอาจารย์อีกคนครับ เลยเริ่มจากแก้วกาแฟสดแทน การเพาะเมล็ดไม้ขึ้นเป็นต้นกล้า เพื่อรอเอาไปปลูกตอนหน้าฝน เลยเป็นทั้งการเรียนรู้ในเรื่องใหม่ๆจากประสบการณ์ตรง ได้ความรู้มือหนึ่ง การลดค่าใช้จ่าย และการทำลายของสะสมที่รกบ้านผมได้เป็นอย่างดี

ถ้าถามกาแฟสดแก้วหนึ่งว่าตายแล้วอยากไปเกิดเป็นอะไร มันคงงง แต่ถ้าถามผม..ผมอยากให้มันเกิดใหม่กลายเป็นแก้วเพาะต้นกล้าแบบนี้แหละครับ เพราะมันยังได้คงรูปร่างเดิมของมัน(แม้จะถูกแจะตูดเล็กน้อย)และได้เป็นก้าวที่หนึ่ง หรือเป็นจุดเริ่มต้นของต้นไม้ต้นใหญ่ๆในอนาคต ที่จะสร้างประโยชน์ให้กับตัวผม ครอบครัวผม เพื่อนบ้าน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมของชาติต่อไป
เริ่มต้นที่ต้นกล้า ที่มาจากกาแฟสด
กาแฟสดจงเจริญ
ปล. ตอนนี้ผมเมาหมัดเพาะกล้าไม้จนแก้วหมด เลยต้องเริ่มซื้อถุงดำมาเพาะกะเข้าบ้างแล้ว……..
เริ่มต้นที่ตนเอง
•วันเสาร์, มกราคม 31, 2009 • 1 ความเห็นปี 2552 เป็นปีที่นักวิเคราะห์สาขาต่างๆพร้อมใจกันลงความเห็นว่า คงเป็นปีที่เศรษฐกิจและสังคมทั่วโลกจะดิ่งลงต่ำถึงขีดสุด ว่ากันว่าจะแย่หนักลงไปกว่าครั้งเมื่อวิกฤตปี 40 ซึ่งนั่นก็คือตอนผมเรียนจบใหม่ๆและอยู่ในช่วงหางานทำพอดี ในตอนนั้นผมไปได้ยินคำกล่าวที่ว่า ถ้าใครเริ่มต้นธุรกิจในช่วงนี้ และทนทู่ซี้ลากมันให้ผ่านช่วงที่ยากเย็น(เป็นพิเศษ) ไปได้ เมื่อเศรษฐกิจดีๆฟื้นกลับมาเมื่อไหร่ เขาหรือมันผู้นั้น จะกลายมาเป็นธุรกิจในกลุ่มแนวหน้าทันที
ผมคือหนึ่งในพวกทู่ซี้เหล่านั้น สิบปีผ่านมา สังคมรอบตัวผมบอกว่า ผมน่าจะอยู่ในจุดที่พอจะโมเมได้ว่าเป็นคนไม่สำคัญแต่มีความสามารถ ที่ธุรกิจเล็กๆบางกลุ่มต้องการตัว (เขียนไปอยากอ้วกเอง) ผมมีหน้าที่รับผิดชอบพอสมควรจากประสบการณ์ที่สั่งสมมาร่วมสิบปี ทั้งต่อภาคเอกชน ภาคการศึกษา ทั้งใน และต่างประเทศ การบรรยายขยายความรู้ คือภารกิจท้ายๆสุดที่ผมมักถูกเชิญใปตามที่ต่างๆ คงเป็นเพราะสังคมบอกว่า”เป็นคนไม่สำคัญแต่มีความสามารถ”
ช่วงนึงฟังเสียงสังคมมากไป เกือบทำให้เสียผู้เสียคน วิ่งวนอยู่ในสนามแข่งหนู ตั้งมั่นว่าจะวิ่งไห้สุดทาง โดยลืมไปว่าไอ้ทางที่วิ่งมันเป็นวงกลม เป็นวัฏจักร สุดท้ายก็ต้องกลับมาผ่านจุดเดิมอีกนั่นแหละ ต่างกันแค่ว่ารอบวงสนามของผมผมกำหนดมันเอง ไม่ได้ไปวิ่งหน้ามืดอยู่ในสนามของคนอื่น
รอบวงสนามผมยาวแค่สิบปี
สถานการณ์บ้านเมืองและเศษฐกิจโลกตอนนี้เป็นดัชนีชี้วัดที่ดี ว่าเส้นทางที่ผมวิ่งมาครบรอบพอดี ผมไม่ได้ตกใจอะไรกับสถานการณ์โลก เพราะจริงๆ ผมก้ได้โม้กะใครต่อใครมาสองสามปีแล้วว่า จะรีไทร์ตัวเองช่วงๆนี้พอดี เรียกว่า”บังเอิญในแบบของคนที่เชื่อโชคลาง แต่เรียกว่า “แม่นยำ”ตามแบบฉบับของผมเอง ….ขอขี้โม้ ยกหางตัวเองนิดนึง
ถ้าคุณชอบศึกษาประวัติศาตร์คุณก็จะพอคาดเดาอนาคตได้ ผมมีความสามารถนั้นอยู่เล็กน้อย และมันช่วยให้ผมเอาตัวรอดไปก่อนใครได้เกือบทุกครั้ง น่าตกใจที่ภาวะเศฐกิจโลกถดถอยครั้งนี้ ผมเหมือนไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ผมไม่ตกงาน ก็เพราะชิงลาออก อำลาลูกค้าทุกรายมาตั้งแต่กลางปีที่แล้ว พักผ่อน ประมวลความรู้ที่ผ่านมา ปีนี้เศรษฐกิจชะงัก หลายหน่วยงานหันมาใช้นโยบายเสริมความรู้ให้องค์กร ต้องจ้างคนมาสอน ผมกลับงานเข้า เดินสายบรรยาย ได้อาชีพใหม่ ขายความรู้กิน ได้เงินได้ทองนอกเหนือค่าลิขสิทธ์ที่เก็บกินรายปีมาเอาไว้เป็นทุน ท่องโลกนอกสนามแข่งหนู โลกใหม่ ที่ยั่งยืน บูรณาการ
สิบปีหลังจากนี้ผมมีแผนที่จะผสมหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่แอบไปร่ำเรียนมาจากศูนย์เรียนรู้กสิกรรมธรรมชาติทั่วประเทศ เข้ากับวิชาชีพการออกแบบ ผมใช้ชื่อเบื้องต้นว่า “การออกแบบแบบพอเพียง” เป็นการประยุกต์วิชาความรู้กลับไปสู่รากฐานที่มั่งคั่งยั่งยื่น และมีภูมิคุ้มกันต่อกระแสโลกและสังคมอันเชี่ยวกรากลากถู ฟังๆดูแล้วผู้อ่านคงงง ว่ามันคืออะไรฟะ บ้าหรือเปล่า ขัดแย้งกันสิ้นดี เพราะถ้าหากหัวใจของการออกแบบนั้นเกิดจากรากฐานที่คนเราต้องไม่รู้จักพอก่อน ต้องแก้ปัญหา ให้ดีขึ้นๆ ไปอีกเรื่อยๆ พอใจอะไรเร็วไปไม่ได้ เก้าอี้ต้องนั่งสบายขึ้นอีกๆ แล้วจะมา ออกแบบแบบพอเพียงได้ยังไง เอาเป็นว่าอย่างช้า อีกสิบปีข้างหน้าผมจะหาคำตอบมาให้ก็แล้วกัน
“อยากจะทำโต๊ะไม้งามๆสักตัว…ต้องเริ่มที่ปลูกต้นไม้ลงในใจก่อน แล้วค่อยปลูกลงดินต่อไป”
